www.cowboylifeandsong.com

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

ตำนานคาวบอย

อีเมล พิมพ์ PDF
User Rating: / 9
แย่ดีที่สุด 

ตำนานคาวบอยนี้ ผมคัดลอกมาจากการโพสต์ของคุณ Marlboro ที่เว็บ www.gettawa.com เพื่อนำมาเก็บไว้ที่เว็บนี้ให้เป็นที่อ้างอิงของคนที่อยากรู้ที่มาที่ไปของคาวบอยในเชิงลึก ในขณะนี้ เท่าที่ทราบถือได้ว่า เป็นข้อเขียนเกี่ยวกับจุดกำเนิดและพัฒนาการของคาวบอย ที่เป็นภาษาไทยที่สมบูรณ์ที่สุดบนเว็บไซต์ - Eldorado ( อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน )

โลกรู้จักคาวบอยผ่านทางแผ่นฟิล์มของฮอลลีวู้ดตั้งแต่สมัยยังเป็นหนังเงียบ เสน่ห์ของคาวบอยอยู่ที่ความเป็นนักสู้ผู้กล้า ทั้งกับธรรมชาติที่เกรี้ยวกราดและความอยุติธรรมที่มนุษย์กดขี่กันเอง คาวบอยจึงเป็นตำนานหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา

มันเริ่มมาตั้งแต่การอพยพโยกย้ายไปปักหลักตั้งต้นชีวิตใหม่ หลีกไปให้พ้นทางจากการปกครองที่กดขี่ สู่อีกซีกโลกที่อยู่ห่างไกลโลกแห่งเสรีภาพของเสรีชน ซึ่งใฝ่ฝันการปกครองตนเอง ทว่าแผ่นดินใหม่นั้นกว้างใหญ่ไพศาลสุดจะพรรณานัก  ธรรมชาติดิบมีให้เห็นรอบด้านทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องเริ่มต้นใหม่หมด เริ่มตั้งแต่สัตว์เลี้ยงไว้ใช้งานและเพื่อบริโภค ม้าจำเป็นต้องมีไว้เพื่อการเพาะปลูกและกินเป็นอาหาร เมื่อผู้อพยพมาตั้งหลักมีมากขึ้น ม้าก็เริ่มไม่เพียงพอกับความต้องการ จึงมีการจับม้าป่ามาฝึกไว้ใช้งาน และด้วยเหตุผลเดียวกันก็มีการเพาะเลี้ยงวัวเพื่อการรองรับการบริโภคของผู้ ที่นับวันก็จะเพิ่มขึ้นทุกที


การเลี้ยงวัวในทุ่งกว้างโดยมีม้าเป็นเครื่องทุ่นแรงในการต้อนไปกินน้ำกิน หญ้าและต้อนไปขาย วัวฝูงหนึ่งๆ มีเป็นร้อยๆ ตัว  การต้อนไปขายก็ไม่ใช่วันสองวัน  แต่เป็นหลายสัปดาห์ และยิ่งฝูงใหญ่ก็ยิ่งต้องใช้คนและม้ามากตามไปด้วย คนที่กรำอยู่บนหลังม้าครึ่งค่อนวันนานนับสัปดาห์นับเดือน ฝ่าร้อน-หนาว-พายุฝน-พายุลูกเห็บ-พายุหิมะ และทรายดูด (พายุทราย)  ผจญทั้งสัตว์ แมลงมีพิษและสัตว์นักล่านานัปการ  คนพันธุ์นี้ย่อมต้องมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยพวกเขาต่างมีรูปแบบการดำเนิน ชีวิตที่เป็นวิธีของพวกเขาเอง  ตั้งแต่เสื้อผ้า เครื่องแต่งกายจากหัวจรดเท้า  ซึ่งล้วนมีประโยชน์ในการใช้สอยทั้งสิ้น  แต่เมื่อถูกนำมาปรุงแต่งสร้างเป็นหนัง  ผู้ดูที่ชื่นชอบต่างอยากเป็นคาวบอยบ้าง  แม้เพียงลอกเลียนให้ดูละม้ายคล้ายก็ยังดี

ป.ล. จากที่ถูกลบไปก็เลยมานั่งทำใหม่ กระทู้นี้คงจะเป็นกระทู้ยาวหน่อยครับ และจะคอยมาอัพเดทเรื่อยๆ


  

ต้นกำเนิดคาวบอย
ความมีชื่อเสียงของคาวบอยที่รู้จักกันดี ที่จริงแล้วการก่อกำเนิดพูดได้เต็มปากว่า  ควรเป็นหนี้บุญคุณคนเม็กซิโกที่อยู่ติดกันทางตอนใต้ลงไป  เพราะคนอเมริกันเอาอย่างมาจากแหล่งเดิมของคนเม็กซิกันที่ได้รับความรู้ถ่าย ทอดมาจากคนสเปนอีกทีหนึ่ง  คาวบอยอเมริกันเอาแบบอย่างมาแทบจะทุกอย่างตั้งแต่การทำมาหากินด้วยการปศุ สัตว์  วิธีการทำงาน  การเรียกชื่อเครื่องมือ เครื่องใช้ การแต่งตัว มีแต่ความลือลั่นของทั้งด้านดี และไม่ดีที่เคียงคู่กันมากับความเติบใหญ่ของอเมริกันเท่านั่นที่พวกเหล่า คาวบอยสร้างขึ้นมาเอง

อานม้า เครื่องม้าทั้งหลาย บ่วงบาศ สเปอร์ และเครื่องใช้พิเศษจำเพาะ ก็ไม่ได้คิดออกแบบทำเอง ล้วนแต่รับมาจากคนเม็กซิกันที่ใช้อยู่ทางตอนล่างของแม่น้ำรีโอกรังด์หลาย ชั่วคนมาแล้ว รวมไปถึงการขี่ม้าไล่ต้อนวัว การขว้างบ่วงบาศ จับม้าจับวัวมาตีตราเป็นของ “นำเข้า” มาจากเม็กซิโกทั้งสิ้น เป็นที่แน่ชัดตามประวัติศาสตร์ว่า ชาวทวีปอเมริกาดั้งเดิมเพิ่งจะพบเป็นและได้รู้จักม้าเป็นครั้งแรก ถ้าเมื่อชาวสเปนเอาเข้ามาขี่ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาหรือดินฟ้าอากาศในยุค น้ำแข็ง ว่ากันว่าทำให้ม้าพื้นเมืองยุคก่อนประวัติศาสตร์สูญพันธุ์  มีม้าและวัวเพียงไม่กี่ตัวที่มาจากยุโรป  ต่อมาก็ออกลูกหลานกระจายพันธุ์ออกไป  กระจายอยู่ทั่วไปตามทุ่งหญ้ากว้าง  เฉพาะม้าศึกและม้าใช้งานที่ทหารสเปนเข้ามาหนแรกเพียง  15  ตัว  เอกสารบางชิ้นว่า  16  ตัว  และวัวพันธุ์อันดาลูเชี่ยนเขายาวไม่กี่ตัว  มันแพร่พันธุ์เป็นล้านๆ ในช่วงเกือบ  300  ปีต่อมา

เพื่อความเข้าใจถึงความเป็นมาและการแพร่หลายของสัตว์พวกนี้  ต้องย้อนไปเมื่อปี ค.ศ.1591  คนสเปนแห่ไปตั้งรกรากที่นั้นที่ถือว่าเป็นโลกใหม่  บ้างก็อพยพย้ายถิ่นขึ้นเหนือสู่ดินแดนอเมริกา  โดยต้อนฝูงปศุสัตว์ไปด้วย  จนเวลาผ่านไปราว 300 ปี หลังจากคนพวกนี้ย้ายข้ามถิ่นแม่น้ำรีโอกรังด์ขึ้นเหนือมาตั้งรกรากในภาค ตะวันตกเฉียงใต้ของอเมริกาอันเป็นเท็กซัสทุกวันนี้

ยุคนั้นสัตว์เลี้ยวพวกนี้ไม่ค่อยมีค่า  เพราะไม่รู้จะเอาไปขายให้ใครที่ไหน  เนื่องจากไม่มีตลาด  นานๆ อาจจะมีคนมาเลือกซื้อไว้ใช้งานตัวหรือสองตัว  วัวก็เอาไปทำอาหารบ้าง  ในขณะที่ทั้งม้าและวัวแพร่ลูกหลานออกมามากมายก็เลยกระจัดกระจายในทุ่งโล่ง  เนื่องจากแตกฝูงออกไปก็เลยถูกเรียกว่าเป็นม้าป่า, วัวป่า  แต่แท้จริงแล้วมันก็คือ  ม้าเลี้ยง, วัวเลี้ยง  นั่นเอง

ม้าป่าพวกนี้แหละที่ชาวอินเดียนแดงจับมาปราบพยศใช้งานและเรียกม้าพวกนี้ว่า “อินเดียนโพนี่” หรือม้าแกลบพวกเจ้าของฝูงสัตว์ในยุคต้นๆ ได้สร้างธรรมเนียมไว้ คือ  การเฉือนหนังม้าและวัว  หรือเอาเหล็กเผาไฟจี้เป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นเจ้าของ

ตอนนั้นในช่วงที่มีความเป็นมาดังกล่าว “ตะวันตกก็ยังไม่เกิด และในแถบตะวันตกเฉียงใต้ของเท็กซัส  ส่วนมากเป็นเม็กซิกัน จนกระทั่งถึงยุค “มุ่งตะวันตก”  ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 1821 นับแต่นั้นนักบุกเบิกเริ่มทยอยเข้ามายังเท็กซัสมากขึ้น  ส่วนใหญ่มาจากทางตะวันออกถิ่นที่ไม่ค่อยมีแม่น้ำลำธารมีทั้งคนเชื้อสายสก็อต และอังกฤษ  เชื้อชาติอื่นๆ และคนอเมริกันในเขตที่ยังเป็นอาณานิคมอังกฤษ

พอไปเจอทำเลทำไร่ปศุสัตว์ก็จับจองตั้งรกราก และได้เรียนรู้วิชาต่างๆ จากคนเจ้าถิ่นไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงปศุสัตว์  การปราบม้าพยศฝึกขับรถม้า และอื่นๆ  และปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้คนเหล่านี้มากมายตั้งหลักได้คือ  เหล็กตีตราวัวและม้า  เพราะเจอม้าเจอวัวที่ไม่มีตราก็จับมาตีตราเป็นของตัวเองจนทำให้มีวัวมีม้า มากมายในปศุสัตว์ของตนเอง  แต่เมื่อมีมากก็ย่อมมีภาระมาก และจะขายตลาดก็ไกลในที่สุดก็ปล่อยเลยตามเลยด้วยความท้อแท้เป็นอย่างนี้อยู่ หลายปี  จนกระทั่งยุคตลาดซื้อขายวัวเฟื่องฟู

แดนปศุสัตว์
ราวปี 1848 มีชาวอเมริกันกลุ่มใหญ่พากันมุ่งไปแสวงโชคทางตะวันตก ผ่านอิลลินอยส์หุบเขาไอโอว่า บ้างก็ไปถึงโอไฮโอ เลยแนวแม่น้ำมิสซิสซิปปีไปเล็กน้อย เลยจากนั้นไปมีแต่พวกดักสัตว์ อินเดียนแดง พ่อค้าเร่หากินอยู่กับคนแถบนั้น และฝูงม้าป่าที่ร่อนเร่หากินเป็นฝูงขึ้นไปจากเท็กซัสซึ่งเป็นที่ถูกใจพวก อินเดียนแดงที่ชำนาญเรื่องม้า ปลายปีนั้นมีข่าวแพร่มาจากฝั่งแปซิฟิกตะวันออกว่ามีผู้พบแร่ทองคำที่ ซัตเตอร์มิลล์ทำให้พวกนักแสวงโชคแห่กันไปสู่แคลิฟอร์เนีย คนที่พากันบุกเบิกตั้งรกรากแถบตะวันตกรุ่นแรกๆเหล่านี้เมื่อไปเจอฝูงม้าป่า เข้าตำนานคาวบอยในแดนปศุสัตว์ตอนเหนือจึงเกิดขึ้น คนพวกนี้เก่งเรื่องม้าอยู่แล้ว  พอมาเจอฝูงม้าป่าก็คิดจับมาเลี้ยงฝึกให้เชื่องไว้ใช้งานหรือขาย  แล้วไร่ปศุสัตว์ทางตอนเหนือก็เริ่มเกิดค่อยๆ ขยายจนใหญ่โต

การทำไร่ปศุสัตว์แถบเหนือก็ไม่แตกต่างจากแถวตะวันออกเฉียงใต้ของเท็กซัส นัก  เนื่องจากคนรู้งานทางใต้ที่ร่อนเร่ขึ้นไปถ่ายทอดวิชาให้  วันเวลาล่วงไป  ชาวไร่ตอนเหนือและนักบุกเบิกรุ่นหลังๆ ค่อยๆ เคลื่อนย้ายไปทางตะวันตกอย่างช้าๆ ที่ช้าเพราะต้องหลีกเลี่ยง-ผลักดันอินเดียนแดง  และไม่ให้ไกลจากตลาดข้างหลังมากนัก  จนกระทั่งราวปี 1860  ก็มิได้เคลื่อนย้ายคืบหน้าไปอีก

ในเนบราสกา  ซึ่งมีไร่ปศุสัตว์กระจายอยู่ก่อนก็ค่อยๆ ขยายไปทางตะวันตกเช่นกัน  ตามเส้นทางที่เรียกว่า “โอเวอร์แลนด์เทรล” อยู่ห่างจากแม้น้ำมิสซิสซิปปี้ไปทางตะวันตกราว 150 ไมล์ ลึกเข้าไปทางตะวันตกจากไร่ปศุสัตว์เหล่านี้ไปตามเส้นทางโอเวอร์แลนด์เทรล  ยังมีไร่ปศุสัตว์ของนักบุกเบิกใจกล้าอยู่บ้าง  พวกนี้เป็นพวกไม่กลัวอินเดียนแดง  เลี้ยงวัวขายเนื้อให้แก่คนโดยสารรถม้าที่ผ่านไป-มา  ข่าวคราวใดๆ ที่คนเหล่านี้รับรู้จากคนภายนอกต้องอาศัยจากแผ่นป้ายแจ้งข่าวที่นายไปรษณีย์ ตามสถานีรถม้าต่างๆ รายทาง  เช่น  จุลส์เบิร์ก, เด็นเวอร์, ไชแอน, เวอร์จิเนีย  ติดบอกไว้เป็นครั้งคราว  เช่น  “วันนี้ไม่มีถุงเมลล์จากตะวันออก”  นั่นแสดงว่ารถส่งข่าวถูกโจมตีจากเหล่าอินเดียนแดง  และถ้ามีใครผ่านจุดตรงที่ถูกโจมตีก็จะมีการเขียนชื่อคนตาย  วันเดือนปีที่เกิดเหตุ และระบุว่าถูกอินเดียนแดงฆ่า เป็นบรรทัดสุดท้าย

บางไร่โชคดีที่อยู่ใกล้สถานีรถม้า ข่าวคราวจากโลกภายนอกรับฟังได้ง่ายจากผู้คนที่มุ่งหน้าไปตะวันตก  สถานีรถม้าโดยสารในยุคนั่นตั้งอยู่ห่างกัน 10-15 ไมล์  ทุกสถานีจะเตรียมม้าสำรองไว้ให้รถทุกคันที่แวะจอด  สายดังสายหนึ่งคือ “โพนีเอ็กซเพรส” แล่นจากเมืองเซนต์โจในมิสซูรี่ไปยังเมือง ซิคราเมนโต ในแคลิฟอร์เนีย

ตามเส้นทางโอเวอร์แลนด์เทรลนี่เองที่ชาวปศุสัตว์ทางตอนเหนืออพยพคืบหน้าสู่ บริเวณที่เรียกว่า “แดนปศุสัตว์” ตกถึงปี 1860  มีมากมายที่หยุดตั้งรกรากอยู่แถบริมทางมาถึงช่วงนี้เข้ายุคเริ่มการก่อสร้าง ทางรถไฟ  แม้จะมีอุปสรรคสงครามกลางเมืองทางรถไฟก็รุดหน้าเริ่มต้นไปเรื่อยๆ สู่แคนซัสและข้ามความกว้างของเนบราสกาไปถึงไวโอมิ่งในปี 1867 อีกสองปีต่อมาก็ทอดความยาวเชื่อมความกว้างของประเทศได้ตลอด  การรังควานจากอินเดียนแดงแทบไม่มีเพราะถูกรัฐบาลปราบต้อนไปอยู่ในนิคม  แม้จะมีบ้างก็น้อยและบางจุดและหมดไปในปี 1867 เมื่อหมดปัญหาอินเดียนแดงชาวไร่ปศุสัตว์ลืมตาอ้าปากได้   เนื่องจากการต้อนฝูงสัตว์ไปขายก็สะดวกขึ้นและยังมีรถไฟอำนวยความสะดวกเมื่อ ต้องไปขายไกลๆ อีกด้วย  การต้อนฝูงวัวขึ้นเหนือจากเท็กซัสนี้เริ่มตั้งแต่ปี 1866

หญ้าฟรีน้ำฟรี
ที่ดินส่วนหนึ่งในรัฐเท็กซัสทางรัฐได้สงวนไว้ให้เป็นที่ตั้งหน่วยทหาร  นอกนั้นอีกส่วนหนึ่งทั้งในเท็กซัสและรัฐอื่นๆ ได้รับอนุมัติจากรัฐนั้นๆ และรัฐบาลกลางให้ใช้ประโยชน์เพื่อการรถไป และยังมีอีกส่วนที่กั้นไว้ให้เป็นที่สงวนสำหรับอินเดียนแดง

ผืนแผ่นดินกว้างใหญ่อุดมด้วยทุ่งหญ้าทั้งในเท็กซัสและเลยพรมแดนออกไปในรัฐ อื่นๆ แม้เป็นที่สาธารณะก็ไม่ตัดสิทธิ์คนที่จะเข้าไปถือครองเป็นเจ้าของโดยเป็น เรื่องของรัฐที่จะพิจารณา  นอกนั้นเป็นเรื่องของรัฐบาลกลาง  ส่วนที่เหลือจากการจับจองให้ถือเป็นที่ “ว่าง” ของรัฐให้เป็นที่ดิน “เปิด”  เป็นที่ “สาธารณะ” ใครๆย่อมใช้ประโยชน์ได้ “หญ้าฟรี  น้ำฟรี” หรือเรียกว่า “ทุ่งหญ้าเปิด” ใครๆ ที่จะทำไร่เลี้ยงปศุสัตว์ในแถบถิ่นตะวันตกต้องพิถีพิถันในการเลือกทำเล คือ ต้องมีสิ่งกำบังภัยธรรมชาติ และมีแหล่งน้ำหญ้าที่อุดมสมบูรณ์

เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย “ทุ่งหญ้าเปิด” และ “หญ้าฟรีน้ำฟรี” จึงมีข้อห้ามผู้ใดทำรั้วปิดกั้น  ยกเว้นเขตที่ดินของผู้มีกรรมสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย  แต่ภายหลังเมื่อถึงยุคที่มีผู้คนอพยพย้ายถิ่นนักบุกเบิกอีกรุ่นได้รับการส่ง เสริมจากรัฐบาลให้สิทธิ์จับจองที่ดิน  กฎหมายห้ามและธรรมเนียมที่ว่าด้วยการล้อมรั้วไม่มีแล้ว และกลับส่งเสริมด้วยซ้ำ  เลยกลายเป็นศึก “รั้วลวดหนาม” ย่อยๆถึงเลือดถึงเนื้อกันพักหนึ่ง

ศึกทุ่งปศุสัตว์
เนื่องจากผู้คนย้ายถิ่นอพยพไปหาที่ลงรกรากทางตะวันตกมากขึ้นรัฐบาลจึงได้ เปิดทุ่งกว้างทั่วไปจัดสรรให้คนเหล่านี้จับจองทำมาหาเลี้ยงชีพ  ทำให้คนพวกนี้มีที่ดินเป็นของตัวเองมีการล้อมรั่วที่ใครที่มัน แต่ไหนแต่ไรมาทุ่งกว้างเป็นทุ่งเปิด ใครจะต้อนฝูงไปทางไหนก็สะดวกไม่มีอะไรกีดขวาง  แต่ตอนนี้ไม่สะดวกแล้วแหล่งน้ำแหล่งหญ้าต้องอ้อมไปไกล  เพราะถูกกั้นด้วยรั้วลวดหนาม  ความไม่พอใจขัดใจคุกกรุ่นขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นความโกรธและเริ่มมีการต่อต้าน  ตัด-พังรั้วลวดหนาม  จนเกิดการปะทะกันบ่อยๆ มีการใช้ปืนถึงเลือดถึงชีวิต

การปะทะกันของชาวทุ่งปศุสัตว์เกิดขึ้นหนักในช่วงประมาณปี 1887  จนหลายรัฐต้องส่งทหารเข้าแทรกแซง  ความขัดแย้งถึงกับปะทะถึงเลือดถึงเนื้อ ความขัดแย้งถึงกับปะทะกันถึงเลือดถึงเนื้อระหว่างชาวลูกทุ่งปศุสัตว์กับชาว ไร่หนนั้นยังไม่รุนแรงเท่าเมื่อครั้งชาวไร่ปศุสัตว์ปะทะกันเองเมื่อปี 1892 ในรัฐไวโอมิ่งเรียกกันว่า RUSTLE WAR เหตุเกิดจากปัญหาอาชญากรรมที่เกิดตามมาจากคนหมู่มากตามยุคสมัย คือพวกโจรขโมยม้า-วัว  ถึงกับบาดเจ็บล้มตายกันหลายคน  พวกคาวบอยเข้าร่วมสมทบกับเขาด้วยมากมาย  ทั้งช่วยเพื่อนพ้องและเพื่อตัวเอง  จนรัฐบาลต้องส่งทหารม้ามาหย่าศึก   เหตุการณ์ทั้งสองครั้งนี้ทำให้เหล่า คาวบอยพากันลงจากหลังม้ามากมาย  โดยเฉพาะครั้งหลังต่างพากันลงจากหลังม้าแทบตลอดกาล

คาวบอยเท็กซัส
คนอเมริกันยุคนี้มีมากมายที่คิดว่าคาวบอยในชีวิตจริงอาจจะโลดโผนน้อยกว่าใน นิยายหรือภาพยนตร์  ไม่ว่าจะเรื่องความเป็นอยู่  การทำงานประจำวันทำงานเหงื่อโทรมกายท่ามกลางแสดแดดร้อนตับแล่บ 110 องศาในแอริโซนาหรือหนาวเย็นเสียดกระดูกลบ 40 องศาในมอนทานา

ถึงอย่างไรก็ดี  ตามตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมากับความเป็นจริงที่ประจักษ์มีหลักฐานเป็น เอกสารมากมาย  ความเพ้อฝันจินตนาการอาจมีเกินเลยไปบ้าง ยุคสมัยของตำนานคาวบอยว่าด้วยการต้อนฝูงวัวไปกันเป็นร้อยเป็นพัน  ฝ่าความทุรกันดารไปไกลเป็นอยู่ช่วงเวลาราว 1 ชั่วคนเท่านั้น  คือ  จากปีที่สิ้นสุดสงครามกลางเมือง  เพื่อเปิดตลาดเนื้อวัวทางภาคตะวันออก  เมื่อมีทางรถไฟวางไปถึงแคนซัส  จนถึงกลางทศวรรษ 1880   เมื่อพื้นที่ดินกว้างใหญ่รัฐบาลเปิดให้คนอพยพย้ายถิ่นได้ตั้งหลักแหล่งมี ที่ทำกินมีรั้วลวดหนามกั้น เป็นอันสิ้นสุดการเลี้ยงวัวเลี้ยงม้าแบบปล่อยทุ่ง

ข้อมูลจากประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกาเริ่มมีการสร้างทางรถไฟกันก่อนปี 1855 แล้ว  เพราะในปีนั้นวันที่ 21 เมษายน มีรถไฟขบวนแรกแล่นข้ามแม่น้ำมิสซิสซิปปี้  ที่ย่านเมืองร็อคไอส์แลนด์  รัฐฮิลลินอยส์  เชื่อมกับฟากตรงข้ามที่ย่านเมื่อง ดาเวนพอร์ท  รัฐไอโอวา ส่วนทางรถไฟข้ามทวีปจากตะวันออกไปสู่ตะวันตก  สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 1869 ในวันที่ 10 พฤษภาคม  มีการตอกหมูดทองไว้ที่เมืองโพรมอนทอรี่  รัฐยูทาห์  เป็นที่หมายว่าที่นี่คือ  สถานีชุมทางรถไฟสายเซ็นทรับแปซิฟิกและยูเนี่ยนแปซิฟิก  ที่แล่นข้ามประเทศ

ต้นกำเนิดคาวบอยจริงๆ มิได้เกิดขึ้นในสมัยการต้อนวัว ซึ่งตามหลักฐานที่ได้ระบุว่าจำนวนคาวบอยที่ต้อนวัวขึ้นเหนือมีไม่เกิน 4 หมื่นคน ต้นกำเนิดคาวบอยอเมริกันจริงๆ นั้น เกิดในเท็กซัสเป็นจุดแรกในช่วงปีทศวรรษ 1850 เมื่อนักบุกเบิกรุ่นแรกๆ บางคนจับวัวที่เร่หากินเป็นฝูงๆ มาเลี้ยงและฆ่าเอาเนื้อป้อนตลาด  แต่ต้องผิดหวัง เพราะตลาดไม่ค่อยมี   ถึงอย่างไรก็ดี ว่ากันว่าถ้าไม่มีวัวพวก “ลองฮอร์น”  พวกคาวบอยก็คงไม่ได้เกิดเช่นเดียวกันกับตำนานการต้อนวัวตลอดจนเพลงคาวบอยที่ เขาร้องกล่อมวัวตอนกลางคืน

“ลองฮอร์น”  เท็กซัสทั้งน่าดูและน่ากลัว  ตัวใหญ่ทึบ เขายาวแผ่กางออก ปลายเขาแหลมราว 6 ฟุต  ตัวที่เคยทำประวัติการณ์ไว้คือเขายาว 8 ฟุต  จัดว่าเป็นวัวที่ดุร้ายชนิดหนึ่ง คนเท็กซัสทั้งคนพื้นเมืองและอพยพย้ายถิ่น  แต่ไหนแต่ไรมาในเท็กซัสไม่เคยมีใครเลี้ยงวัวกันเป็นฝูงจำนวนมากๆ ทั้งไม่รู้จักการเลี้ยงการต้อนบนหลังม้า จนกระทั่งได้ที่พึ่งพาอาศัยเพื่อนบ้านเป็นครูทั้งเม็กซิกัน  ที่ถูกสเปนปกครองจนพูดภาษาสเปนหมดแล้ว  พวกนี้เป็นเผ่าพันธุ์เดียวในยุคนั้นก็ว่าได้ที่เป็นนักเลงม้าอาชีพเขาเรียก ตัวเองว่า “วาคีโรส์” จากความช่ำชองของคนอเมริกันทำให้คาวบอยเท็กซัสได้เรียนรู้วิธีควบม้าฝ่าเข้า ในฝูงวัว  เรียนรู้วิธีขว้างบ่วงบาศจับวัว

คำภาษาสเปนที่คนเม็กซิกันใช้กันอยู่ในวงการปศุสัตว์พวกคาวบอยก็เอามาใช้มากมายหลายคำ  เช่น
วาคีโรส์      เพี้ยนเป็น   บัดทรู
แรนโช       เพี้ยนเป็น   แรนช์
กางเกงหนังชั้นนอกคาวบอยเม็กซิกันเรียก  ซาปาเรโฮส    เพี้ยนเป็น  แช็ปส์
เชือกบ่วงบาศ   ลาลีอาดา    กลายเป็น  ลาเรียต
บรองโคบาโย  (ม้าพยศ)  กลายเป็น  บรองค์

สำหรับเหล่าคาวบอยว่ากันว่าไม่มีอะไรท้าทายและหนักหนาสาหัสเท่ากับภาระ  งานการต้อนฝูงวัวไปไกลๆ มันเหมือนการผจญภัยครั้งใหญ่ฝูงวัวเป็นร้อยเป็นพัน  เดินทางไกลกว่า 1,000-2,000 ไมล์  มีความอันตรายความลำบากมากมาย  ค่าแรงก็ได้คนละ 25-30 ดอลลาห์ต่อเดือน พอจะมีตัวอย่างให้เห็นถึงภาระหนักหนาสาหัส และความยากลำบากของคาวบอยรายหนึ่งนาม  เบย์ลิส  เพลทเชอร์  เขียนเล่าไว้ในสมุดบันทึกประจำวันเมื่อคราวต้อนวัวหนแรก  มีฝูงวัวราว 2,500 ตัวจากเมือง  คอร์พุสตีไปด็อดจ์ซิตี้ตามเส้นทาง “ชิสโฮลัม เทรล” ในบันทึกเล่าว่าความยุ่งยากวุ่นวายเกิดขึ้นในวันที่สองขณะต้อนวัวผ่านเมือง เล็กๆ เมืองหนึ่ง  วัวเกิดวิ่งเตลิดเหตุเพราะหญิงชราคนหนึ่งถอดหมวกผ้าสีแดงโบกไล่วัวมิให้เข้า ไปย่ำแปลงกุหลาบของแก่ “...เจ้าพวกนั้นมันทำตามคำแนะนำของแกอย่างเอาจริงเอาจัง…”  คาวบอยหนุ่มเขียนไว้อย่างนั้น  มันวิ่งพล่านไปทั้งเมือง  กว่าจะต้อนรวมฝูงได้ก็เหงื่อโทรมเสียเวลาไปชั่วโมงกว่า แล้วอีก 2-3 คืนต่อมามีโจรลักวัวเข้ามาขณะนอนพักแรม มันพากันวิ่งเตลิดราวกับพายุ  นายกองหรือหัวหน้าคุมฝูงต้องระดมกำลังคาวบอยทุกคนไม่เว้น  แม้แต่คนครัว  ออกติดตามกันทั้งคืน จนรุ่งเช้ายังไม่พบกว่าร้อยตัว

คาวบอยทุกคนรู้กันดี ว่าถ้ามีอะไรทำให้มันแตกตื่นวิ่งกันอีกหนหนึ่งละก็มันจะเกิดขึ้นให้เหนื่อย เหงื่อตกไม่วันนี้ก็วันพรุ่ง  เฟลทเชอร์เล่าว่า  คืนหนึ่ง  “สวรรค์เปิด”  ฝนเทลงมามีลูกเห็บขนาดเท่าไข่นกกระทา  ฝูงวัวแตกตื่นวิ่งเตลิด  บางทีอยู่ดีๆ มันก็เพริดทั้งที่ไม่มีเหตุอะไร  คนซวยก็พวกคาวบอยต้อนวัวตามเคย วัวแต่ละฝูงจะมีจำนวนแตกต่างกันไม่ตามขนาดของไร่  ถ้าเป็นจำนวนมากฝูงใหญ่ก็จะมีคาวบอยต้อนวัว  8-12  คนอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาและการสั่งการของ “นายกอง”  ผู้เป็นหัวหน้าคุมฝูง  คนนี้เงินเดือนจะแพงที่สุดไม่ต่ำกว่า  125  ดอลลาร์  ยุคนั้นใครได้เงินเดือนขนาดนี้จัดว่ายอดแล้ว  และคนนี้ต้องเป็นคนมีความเก่งกล้าสามารถพอตัว  พอที่จะทำให้คาวบอยลูกเมื่อยำเกรงในฝีมือ และเวลาเรียกขานเขาใช้คำยกย่องว่า “MISTER”

งานชิ้นแรกของคาวบอยที่ผ่านการเลือกเฟ้นแล้วคือ  การไล่จับวัวมาตีตรา  เนื่องจากวัวเป็นพันๆ ที่หากินอยู่ในทุ่งกว้างอาจมีวัวที่ตีตรารูปแบบต่างๆ ปนอยู่หลายเจ้าของ  เมื่อถึงคราวต้องต้อนไปขายเดินทางไกลจำเป็นต้องตีตราใหม่เหมือนกัน  เพราะวัวที่ต้อนไปขายมิใช่มีเพียงฝูงเดียว  แต่ละเส้นทางอาจมีเป็นสิบๆ ร้อยๆ เจ้าระหว่างทางอาจจะปนเปกันหรือวิ่งเตลิดเข้าไปในฝูงอื่น

การไล่ต้อนแยกวัวของตนออกจากฝูงอื่น  ไล่ต้อนเข้าซองจัดการตีตราและต้องรีบเร่งให้ทันกำหนดเดินทาง  เรียกว่า “ROAD-BRANDING” พอได้เวลาเคลื่อนขบวนซึ่งต้องออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่จัดแจงต้อนฝูงวัวกับ ม้าสำรองเข้ารูปขบวน  การต้อนวัวไปทางไกลเขาเรียก “LONG DRIVER” คนร่วมขบวนเรียก “TRIAL DRIVER” พวกคาวบอยจะขี่ม้าขนาบสองข้าง  ตามหลังกันห่างพอสมควร  คอยระวังมิให้ขบวนแตก  ตัวนายกองจะขี่ม้าล่วงหน้าไปก่อนเพื่อเสาะหาทุ่งหญ้าและแหล่งน้ำถัดมาข้าง หลังราว 100 ตัว เป็นผู้มีประสบการณ์ต้อนวัวที่สุด 2 คนนี้ คือคนนำทางมีหน้าที่นำไปทางสะดวกและไม่หลงทาง  นอกนั้นยังมีอีก 2-3 คน มีหน้าที่คอยไล่ต้อนวัวดื้อให้เข้ากลุ่ม  คนที่แย่ที่สุดคือคนระวังหลังอย่างน้อย 2-3 คน  ซึ่งต้องคอยจัดการกับวัวเจ็บ และวัวดื้อ  วัวขี้เกียจให้เข้ากลุ่มและที่แย่ที่สุดคือต้องกินฝุ่นทั้งวัน  จนพวกคาวบอยด้วยกันนินทาว่าถ้าใครอยากเรียนรู้หรือฟังคำสบถคำเด็ดๆ ต้องฟังจากพวกนี้ ห่างจากขบวนฝูงวัวไปเล็กน้อยคือ ฝูงม้าสำรอง  ที่มีคาวบอย 2-3 คนคุมอยู่  กลางวันต้อนขนานไปกับฝูงวัวกลางคืน  ก็ดูแลให้กินหญ้ากินน้ำ

ภาระของคาวบอยแม้จะแสนหนักหนาสาหัสก็ต้องทนนี้เป็นข้อความของคาวบอย นามว่า  จอร์  ดัฟฟิลด์  เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 1866 “...เกวียนของเราพลิกคว่ำตอนลุยข้ามแม่น้ำ  เครื่องครัวหายไปหลายชิ้น  ต้องแกร่วอยู่บนหลังม้าทั้งคืน  ฝนตกหนักทั้งคืน  มีดก็หาย ในนี้เพื่อนคนหนึ่ง (มิสเตอร์คาร์)  จมน้ำตาย  อีกหลายคนรอดตายหวุดหวิด  รวมทั้งผมด้วย  หลายคนป่วยม้าตื่นแตกฝูง  หลายคนไม่ยอมทำอะไรเพราะทำไม่ไหว  เป็นคืนแสนสาหัสนักไม่มีอะไรใส่ท้องเป็นเวลาราว 60 ชั่วโมงแล้ว  แสนเหนื่อย  พวกอินเดียนแดงกวนใจมาก  โอ...มันเป็นค่ำคืนที่สาหัสอะไรอย่างนี้  ฟ้าร้อง  ฟ้าผ่าทั้งคืน – เราตามฝูงวัวไปทั้งคืน  ปล่อยให้มันเดินไปเรื่อยๆ ทั้งวัน  เราะช่วยกันฉุดขึ้น  จากหล่มโคลน   เหนื่อยยากกันร่วมครึ่งวัน- วันๆ ช่างร้ายกาจอะไรเช่นนี้  วันนี้พอมีกินมีแต่ขนมปังกับกาแฟ  เราหยิบยื่นแบ่งกันกินบ่นกันไป  สบถกันไป  อะไรๆมันชุ่มโชกไปหมด  หนาวสั่นท้อแท้-  หลังแข็งตึงเปรี้ยะจนเป็นไข้ปวดหัวแทบแตก  แมลงวันชุมไม่เคยพบเห็นที่ไหน  อากาศร้อนเหลือร้าย – วันนี้พวกอินเดียนแดงแห่กันมากวนใจอีกแล้ว – พวกเราคนหนึ่งล้มนอนแซ่วเพราะเมา  อีกคนเป็นไข้ - วันนี้พบโครงกระดูกโครงหนึ่งกลางทุ่งหญ้า...”

ป.ล. ขออนุญาตพักการอัพเดท 4 วัน (อยู่กทม.2วัน และปากช่อง2วัน) โปรดติดตามตอนต่อไปได้ในวันที่ 28/07/53 ขอบคุณที่ติดตามอ่านครับ,Adios.


  

 

ขบวนต้อนวัว
พอไปถึงจุดหมายปลายทางนั่นแหละค่อยหายเหนื่อยเละได้รับทรัพย์  ตอนนั้นขายวัวกันตามน้ำหนักแล้วไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ขายเป็นรายหัว  การเดินทางจึงไม่จำเป็นต้องเร่งรีบจะได้กินหญ้าเต็มอิ่มและพักสบาย  เรียกว่าขุนไปตลอดทางยิ่งอ้วนเท่าไหร่น้ำหนักยิ่งดี แต่ช่วง 2-3 วันแรก  นายกองต้องสั่งการให้ไปไวๆ เพื่อให้วัวมันพ้นๆ ไปจากถิ่นฐานเดิมโดยเร็วที่สุด  เพราะพอถูกต้อนออกจากถิ่นที่เคยอยู่ทำให้มันสับสน  มันก็มักจะคิดถึงบ้านเหมือนคนดีไม่ดีเกิดดื้อไม่ยอมไป  พากันแตกฝูงตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง  วิ่งกันพล่านและกลับบ้านท่าเดียว

ความมุ่งหมายของนายกองที่สั่งให้ไปไวๆ ในช่วง 2-3 วันแรกคือ  ไล่ต้อนให้มันวิ่งกันจนเหนื่อย  พอตกค่ำมันจะได้นอนพักง่ายๆ  แล้วก็ลุกขึ้นเดินทางต่อแต่ไก่โห่ขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ ผ่านทุ่งหญ้าให้มันเดินกินตามสบาย  กว่าจะเที่ยงก็ไม่ได้อย่างน้อย 5-6 ไมล์แล้ว  ก่อนเที่ยงหัวหน้าฝูงจะควบม้าลิ่วๆ ล่วงหน้าไปก่อน  มองหาทุ่งหญ้ามีน้ำดี  สำหรับมื้อกลางวันของมันให้กินกันอิ่มหมีพีมัน ช่วงที่น่าตื่นเต้นระทึกไปตามๆ กัน คือ ตอนที่ผ่านเข้าเขตอินเดียนแดงต้องพยายามต้อนวัวไปกันอย่างสงบเสงี่ยม  บางทีเจ้าของถิ่นจะแห่กันมาเรียกร้องค่าผ่านทาง  การเจรจาต่อรองเป็นเรื่องของนายกอง  จนกว่าแกจะชูสองแขนขึ้นกางออกเฉียงๆ เป็นภาษาสากลมีความหมายว่าให้คัดไปได้เลยหนึ่งตัว

พอตกเย็นเมื่อดวงตะวันใกล้จะลับเหลี่ยมเขาจวนจะได้เวลาพักแรม  นายกองก็มีภาระต้องหาที่ทางตามเคย  แล้วนายกองจะเอาหมวกโบกเหนือหัวช้าๆ เป็นสัญญาณสั่งให้ต้อนวัวออกนอกแนวทางไปยังที่นอนพักแรมคืนที่แกได้เลือกไว้ แล้ว  ถ้ามันอิ่มหมีพีมันดีก็จะทยอยกันล้มตัวลงนอนทีละตัวสองตัว  การจัดที่ทางให้มันนอนก็ค่อนข้างจะเป็นงานจุกจิก และมีหลักเกณฑ์ของพวกคาวบอยต้อนวัวพอสมควร  ต้องพยายามอย่าให้มันนอนชิดกัน และอย่าให้กระจัดกระจายกันมากนัก  เขาจะใช้ประตักทิ่มๆดันๆ ให้มันเปลี่ยนที่นอน

คาวบอยทุกคนต้องมีหน้าที่เข้ากะอยู่เวรยามกลางคืน  ยกเว้นพวกคนครัวและคนดูแลม้า  เข้ากะละ 2 คน  ประจำจุดตรงข้ามกันห่างจากที่มันนอนอย่างน้อย 40-50 ก้าว  จะได้ไม่ทำเสียงรบกวนเวลาพักผ่อนของมันแล้วยังต้องร้องเพลงขับกล่อมมันด้วย  เขาว่ากันว่าเสียงเพลงขับกล่อมจะทำให้มันหลับง่ายหลับสบาย คนที่มีหน้าที่ต้องอยู่เวรยามต้องรู้หน้าที่ตัวเองดี  น้อยคนที่จะตื่นไม่ทัน  เวลานอนเขาจะนอนเอาหูแนบพื้นจะได้ยินเสียงฝีเท้าม้าของคนที่อยู่ยามกะก่อน เมื่อผละจากฝูง

กล่าวถึงลำนำคาวบอยสักนิด  ลำนำคาวบอยกล่อมวัวส่วนมากไม่มีเนื้อทำนองอะไรก็ได้  เป็นเพียงทำนองวังเวง เสียงทุ้มๆ ทอดเสียงช้าๆ ส่วนลำนำแก้เหงาของคาวบอยต้อนวัวแตกต่างออกไป  มักต้นกลอนสดบรรยายถึงความละเหี่ยเศร้าสร้อย  ความยากลำบากของชีวิตคาวบอย  พอดันเนื้อไม่ออกก็มักจะกระทุ้งด้วยสร้อยอย่างเพลงหนึ่งที่ชอบร้องกันและจำ ต่อเนื่องกันมาคือเพลง  “The Old Chisholm Trail” มีเนื้อร้องดังนี้  บางทีใช้กล่อมวัวพอได้
I’m up in the mornin’ afore daylight
And afore I sleep the moon shine bright.
Come a ki-yi-yippe yay…
No chaps and no slicker and it’s pouring down rain
And I swear, by God, that I’ll never ride again.
Come a ki-yi-yippe yay…
I went to the boss to draw my roll.
He had it figured out I was nine dollars in the hole.
Come a ki-yi-yippe yay…
I’ll sell my horse and I’ll sell my saddle,
You can go to hell with your longhorn cattle.
Come a ki-yi-yippe yay…

ฤดูรวมฝูง
ก่อนจะถึงฤดูกาลต้อนวัวไปตลาดก็ต้องไล่ต้อนวัวมารวมฝูงตีตรากันก่อน ตอนนี้พวกความบอยว่ากันว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุด การไล่ต้อนวัวมารวมฝูงก่อนไปตลาดปีหนึ่งทำกัน 2 ครั้ง ในหน้าฤดูใบไม้ผลิและหน้าใบไม้ร่วง แต่หน้าใบไม้ผลิเป็นรายการใหญ่และสำคัญกว่า

เนื่องจากตลอดหน้าหนาววัวที่ตีตราไว้แล้ว แล้วแต่ว่าวัวของใครของใครของมัน เขาปล่อยให้มันเที่ยวหากินกันตามสบายในท้องทุ่งกว้างจนปนเปกันไปหมด เมื่อถึงคราวต้องใช้ประโยชน์ก็ต้องไล่ต้อนกลับมาคัดแยกของใครของมันดูจากที่ ตีตราเอาไว้เดิม เจ้าลูกแหง่ที่เพิ่งออกมาชมโลก พวกนี้ไม่มีปัญหาว่าของใคร เพราะมันตามแม่แจอยู่แล้ว การไล่ต้อนคัดแยกวัวของใครของมันแต่ละทีเป็นงานใหญ่ ทั้งเหนื่อยและยุ่งยาก ไปกันทีไม่ใช่เจ้าเดียวแต่เขาจะนัดกันไปพร้อมกัน บางทีถึง 20-30 เจ้า ทุกเจ้าก็มีลูกมือคาวบอยแห่กันไปตั้งค่ายพักแรมอยู่รวมกัน ถึงหน้ากวาดต้อนวัวแต่ละทีจะมีคาวบอยไปชุมนุมกัน 200-300 คน ม้าเป็นฝูงทั้งขี่ทั้งใช้บรรทุกของสัมภาระ อาจจะ 100-200 ตัว

สำหรับกับ เหล่าคาวบอย เทศกาลต้อนวัวอย่างนี้เสมือนกับการชุมนุมสังสรรค์ เสวนาครั้งใหญ่ประจำปี แบบนานๆคนรู้จักมักคุ้นได้เจอหน้ากันที เพื่อนๆสนิทชิดชอบกัน บางคนไม่ได้พบกันเป็นปีหรือหลายปี ต่างได้ทักทายรื้อฟื้นความหลังกันโขมงโฉงเฉง คาวบอยเก่าบางคนโอบไหล่ทักทายคาวบอยหน้าใหม่ เป็นการทอดไมตรี หรือต้อนรับเข้าสู่วงการพวกก้นด้านขาถ่าง

กว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจกันหลายวัน ระหว่างนั้นจะเอาแต่ไล่ต้อนปลุกปล้ำกับวัวแล้วก็กินๆนอนๆคงเบื่อตาย จึงต้องมีอะไรเพลินๆแก้เซ็งบ้าง ดังนั้นทุกนัดเขาจะมีการประกวดขว้างบ่วงบาศจับวัว กลางคืนก็ตั้งวงล้อมรอบกองไฟ เล่านิทานเรื่องขำขัน หรือใครนิยมวงไพ่ก็ว่ากันไป
รุ่งเช้าทุกคนจะแยกย้ายกันไปอาจต้องขี่ม้าไปเป็นไมล์หรือหลายไมล์จนถึงจุด ตั้งวงโอบล้อม โดยเอาค่ายพักแรมเป็นศูนย์กลาง จากนั้นกระจายกันออกไปค่อยๆต้อนโอบล้อมเข้ามาช่วยกันต้อนไปยังจุดรวมฝูง ตัวที่เหลือดื้อเตลิดอยู่รอบนอกก็เป็นภาระคนที่ไปตามไล่ต้อนเข้ามา จากนั้นก็มาคัดแยกของใครของมันเอาไปรวมไว้เป็นเจ้าๆให้เป็นหน้าที่ของคนที่ ตีตราที่สุมไฟเผาเหล็กรออยู่แล้ว ตัวโตๆก็ไม่ยาก เพียงต้อนเข้าซองจี้เหล็กแดงให้ ที่ลำบากหน่อยก็มีแต่เจ้าลูกแหง่ต้องให้มือปราบบางบาศก์จับเรียงตัวเข้าตี ตรา

คนตีตราข้างกองไฟจะจับหัวลูกแหง่เชิดบิดเบาๆให้มันล้ม ช่วยกันจับตีนไว้แล้วตีตรา ซึ่งไม่ถึงกับเผาไฟจนแดง เพียงให้ร้อนจัดจี้ใส่เผาไหม้ขนและหนัง แค่นี้ยังไม่พอตัวที่ต้องเดินทางไกลยังต้องทำเครื่องหมายเสริมอีกด้วย อาจจะเฉือนหูเสี้ยวหนึ่งเพื่อสะดวกแก่การสังเกต
การคัดแยกวัวออกจากฝูง เช่นนี้มิใช่มีแต่ในฤดูกาลก่อนจะต้อนวัวเดินทางไกลๆสู่ตลาดเท่านั้น ยังมีการทำกันเป็นครั้งคราว เช่นเมื่อต้องการต้อนวัวไปใช้ประโยชน์ คัดขายเป็นรายหัวผู้เอาไปทำสเต็กหรือบาร์บีคิว หรือแยกวัวที่ป่วยออกจากฝูง

เลส มัวร์ คาวบอยต้อนวัวชาวเท็กซัสเขียนเล่าไว้ถึงเรื่องราวการต้อนวัวเมื่อเขายังเป็น เด็กอายุ 14 ว่า “ครั้งนั้น เราไม่เรียกว่าการกวาดต้อนวัว แต่เราเรียกว่า “ล่าวัว”  ตอนเด็กๆผมเคยร่วมขบวนไปกับเขาหนหนึ่ง ไปช่วยกันหาวัวของพ่อที่ปล่อยไว้ตั้งแต่ก่อนสงครามกลางเมือง เราไม่มีเกวียนทุกคนต้องเอาของใช้ อาหารใส่ย่ามมัดกับตอนหลังอานม้า ย่ามใส่ของนั่นก็คือถุงผ้าที่เย็นปลายทั้งสองข้างติดกันปากถุงอยู่ตรงกลาง ผมเองมีหน้าที่ต้องดูแลย่าม ม้าของผมมีถ้วยดีบุกเล็กๆร้อยเชือกห้อยคอ พอหัวหน้าไม่ได้ยินเสียงกุ๊งกิ๊ง แกก็จะรีบควบม้าเข้ามาปลุกผมทุกที ตอนกลางคืน ผมจะหากิ่งไม้หรือต้นข้าวโพดมัดทำคบไฟให้เขาเล่นโป๊กเกอร์กัน ได้ค่าคบไฟคืนละ 25 เซ็นต์

 

ยุคทองคาวบอย
มีผู้พบทองคำหนแรกในแคลิฟอร์เนียในวันที่ 24 มกราคม ปี 1848 ก่อให้เกิดการตื่นทองกันใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์อเมริกา ปีถัดมาพวกนักแสวงโชคตื่นทองก่อให้เกิดยุคสมัยที่เรียกว่า “ยุคตื่นทอง” แห่กันไปแคลิฟอร์เนียราว 8 หมื่นคน มุ่งตายเอาดาบหน้าหวังร่ำรวย พวกนี้เองก่อให้เกิดตลาดเนื้อวัวในย่านนั้นและค่อยๆขยายขนาดใหญ่ขึ้น เพราะผู้คนนักแสวงโชคอพยพย้ายถิ่นไปตั้งรกรากใหม่พากันไปเรื่อยๆทุกปีเป็น เวลาหลายปีโดยเฉพาะพวกนักขุดทองที่มักเรียกตัวเองว่าพวกเหมือง แล้วคนเท็กซัสเมื่อทราบข่าวคราวการร่ำรวยของคนเหมือง ในขณะที่ตนร่ำรวยวัวแต่ไม่มีที่ขาย เริ่มหลับตามองเห็นตลาดที่ระบายเนื้อวัว

แต่ว่านั่นก็เป็นแค่ฝันหวานหรือฝันกลางวัน เพราะการเดินทางจากเท็กซัสไปซัคราเมโต้ ในแคลิฟอร์เนียมิใช่ใกล้ๆ ต้องฝ่าอันตรายและความยากลำบาก ก็มีเหมือนกันที่มียอมเสี่ยงดวง มีชาวปศุสัตว์เท็กซัสหลายคนเคยต้อนวัวไปขายที่นั่น แต่ก็มีเพยง 2-3 คนเท่านั้นที่พอจะทำกำไรได้จัดว่าพอจะเป็นกอบเป็นกำ คนเหล่านี้มีความอุตสาหะฝ่าฟันไปล้วนต้องทรหดอดทน ข้ามทะเลทรายอันกว้างใหญ่กว่าจะพ้นก็ทิ้งซากวัวไว้เป็นสิบๆร้อยๆตามรายทาง

ที่ตลาดใหญ่นิวยอร์กก็มีคนเสี่ยงดวงไปเหมือนกัน แต่รายที่อุตสาหะบุกบั่นไปจนได้และเป็นที่เกรียวกราวในหน้าหนังสือพิมพ์ และเป็นที่เล่าลือกันกว้างขวางคือ มาโลน กับ พอยทิ่ง การต้อนวัวไปหนนั้นของสองเกลอไม่ได้ไล่ต้อนไปตลอดทาง ซึ่งพวกเขามีวัวประมาณ 800 ตัว ตัดเส้นทางจากเท็กซัสขึ้นเหนือผ่านแคนซัส ลัดเข้าอินเดียน่า ตรงไปเมืองมุนซี ต้อนขึ้นรถไฟไปลงที่นิวยอร์ก จากนั้นต้อนผ่านกลางเมืองไปตามถนนสาย 3 ไปยังตลาดซื้อขายที่ถนน 24

คนนิวยอร์กไม่เคยเห็นตัวอะไรที่ดูทะมึนใหญ่โตมีเขาน่ากลัว “ลองฮอร์น”  วัวเขายาวจากเท็กซัส เห็นเป็นตัวประหลาดแห่กันไปดูคับคั่งสองฝากถนน ไอ้พวกเขายาวก็ไม่เคยพบเห็นผู้คนมากมายพลุกพล่าน เดินตามถนนเดี๋ยวเดียวมันก็ตื่นแตกฝูงวิ่งกันพล่านชนข้าวของริมถนนพังวินาศ สันตะโร ผู้คนหนีหายกันอุตลุด ไม่กี่วันต่อมาหนังสือพิมพ์ที่นั่นเขียนว่าเนื้อวัวจากเท็กซัสเหนียวไปหน่อย แต่ว่ามันทำเงินให้เจ้าของที่อุตส่าห์ดั้นด้นไป ถึงตัวละ 80 ดอลล่าห์

หลัง จากนั้นไม่นานก็ถึงยุคการต้อนวัวไปขายไกลๆ ไปกันฝูงหนึ่งเป็นร้อยๆพันๆตัว ฝูงแรกๆออกจากเท็กซัสในปี 1866 หลังจากชาวปศุสัตว์รู้มาว่าทางรถไฟสายพุ่งมาทางตะวันตกสายหนึ่งได้วางรางถึง เซลาเดียในรัฐมิสซูรี่แล้ว นั่นเป็นข่าวดี เพราะจากจุดนี้ขาจะต้อนวัวขึ้นรถไฟเอาไปขายที่ตลาดชิคาโกก็ได้ จะเลยไปนิวยอร์กเลยก็ได้

ดังนั้นพอย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิปีนั้นจึงเต็มไปด้วยความชุลมุนของเหล่าชาวปศุ สัตว์ ต่างยกขบวนคาวบอยออกทุ่งจัดการต้อนวัวที่ปล่อยไว้มาตีตรา และหาคนเตรียมออกเดินทาง ในฤดูเดียวกันนั้นมีหลักฐานระบุว่าการต้อนวัวออกเดินทางที่เรียกว่า “ลองไดร์ฟ” มุ่งขึ้นเหนือมีประมาณ 260,000 ตัวไปตามเส้นทาง “ชอว์นี่” ผ่านดัลลัสข้ามเขตอินเดียนแดงเข้าตะวันออกเฉียงใต้ของแคนซัส

เพื่อคุ้มครองวัวในท้องถิ่นให้พ้นจากเห็บที่ติดมากับลองฮอร์นจากเท็กซัส ทั้งแคนซัสและมิสซูรี่ได้ออกกฎหมายกักด่านตรวจโรคสัตว์ห้ามวัวจากเท็กซัสที่ ไม่ผ่านด่านตรวจโรคเข้ามาในช่วงฤดูร้อน แต่คนเท็กซัสติดอยู่กับความคิดที่ว่าวัวมีความทนทานต่อความหนาวเย็นในแคนซัส ได้ ดังนั้นการที่จะต้อนวัวไปให้ตลอดรอดฝั่งได้ต้องไปหน้าร้อนเท่านั้น จึงมีผู้แอบต้อนอยู่เสมอก็เลยโดนชาวปศุสัตว์แคนซัสต่อต้านด้วยปืน ที่ร้ายกว่านั้นมีโจรที่เรียกตัวเองว่า “เจย์วอร์คเกอร์” ดักปล้นววัวจากเท็กซัสบางทีก็จับหัวหน้าหรือลูกมือไปซ้อม

นายกองหัวหน้าฝูงคนหนึ่งชื่อ จิม ดาฟเฮอร์ธี พาฝูงวัวผ่านแคนซัสถูกโจรเจย์วอร์คเกอร์ดักปล้นฆ่าคนต้อนวัวตายไปหนึ่งคน จิมเองถูกจับมัดกับต้นไม้กับต้นไม้ถูกโบยจนต้องยอมต้อนวัวกลับเท็กซัส

ภัยก่อกวนจากโจรผู้ร้ายทำให้คนที่คิดจะต้อนวัวขึ้นเหนือผ่านไปทางนั้นต้อง คิดกันหลายตลบ แต่ก็ไม่ถึงกับสิ้นหวังเพราะมี “ม้าขาว” เข้ามาช่วย เขาชื่อ โจเซฟ จี แมคคอย คนผู้นี้เป็นที่แซ่ซ้องในวงการปศุสัตว์ในฐานะเป็นผู้ก่อตั้งตลาดปศุสัตว์ ใหญ่ที่สุดในยุคนั้น ขาได้ติดต่อเร่งรัดให้บริษัทการทางรถไฟสายแคนซัสแปซิฟิกกำหนดอัตราพิเศษค่า บรรทุกวัวจากแคนซัสไปชิคาโก ส่วนจุดเอาวัวขึ้นรถไฟเลือกเอาสถานีอาบีลีน ที่นี่เขาลงทุนซื้อที่ดินใกล้สถานีเพื่อทำโกดังขนถ่ายสินค้า ทำคอกวัว และช่องต้อนวัวขึ้นรถไฟ ซื้อโรงแรมแห่งหนึ่งเพื่อพวกต้อนวัวจะได้มีที่พักหลับนอน และเขาส่งลูกน้องไปเท็กซัสประกาศบอกเรื่องราวความพร้อมที่อาบีลีน แล้ววันหนึ่งเขาได้ทำเรื่องเกรียวกราวที่สุดโดยเอาลองฮอร์นตัวหนึ่งน้ำหนัก ราว 2,300 ปอนด์ ขึ้นรถไฟไปกับคณะละครเร่ที่แสดงเรื่องตำนานตะวันตกกับวัวอีกจำนวนราวร้อยตัว ส่วงขึ้นรถไฟไปชิคาโก ข้างตู้ติดโปสเตอร์ผืนใหญ่มีข้อความว่า “อาบีลีน,แคนซัส ตลาดวัวเท็กซัส” รถไฟขบวนนี้ไม่ว่าจะแวะจอดที่ใดก็มีผู้คนแห่ไปมุงดูของแปลกตา นับแต่นั้นมาอาบีลีนก็กลายเป็นที่ชุมนุมของบรรดาพ่อค้าซื้อขายวัว ทำให้วัวเท็กซัสซื้อง่ายขายคล่อง เส้นทางต้อนวัวจากเท็กซัสไปอาบีลีนขณะนั้นเรียกว่า “เส้นทางชิสโฮล์ม” เป็นเส้นทางต้อนวัวที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดทางตะวันตกในยุคนั้น.

รูปของ Joseph G Mccoy

 

เมืองคาวบอย

อาบีลีนเป็นชุมชนเล็กๆ อาคารบ้านช่องนับได้ไม่กี่หลัง ไม่เชิงจะเรียกว่าเป็นเมืองนัก แต่สำหรับกับเหล่าคาวบอยที่บุกบั่นความลำบากรอนแรมนานวัน เมื่อได้เหยียบย่างเข้าไปในเมืองทุกคนต่างรู้ตัวดีว่าต้องการอะไรมากที่สุด ถ้าใคร คิดว่าจะมีอะไรเสียอีกนอกจากเหล้ากับผู้หญิงนั่นคิดผิดซะแล้ว สิ่งแรกที่ทุกคนปรารถนามากที่สุดคือ การได้ตัดผม โกนหนวดโกนเครา อาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเป็นชุดสะอาดสะอ้าน แล้วหาอะไรอร่อยๆกิน แล้วเปลี่ยนชุดอีกทีที่คิดว่าโก้หรูสุด จากนั้นก็มองหาที่ทางตักตวงความสุขสำราญ เพราะเหล้ากับงานต้อนวัวเข้ากันไม่ได้ จึงมีกฎเข้มงวดในแดนปศุสัตว์ว่าเวลาต้อนวัวห้ามพกเหล้าเด็ดขาด ดังนั้นเมื่อถึงจุดหมายปลายทาง เข้าเมืองเมื่อใดพวกต้อนวัวจึงซดกันชนิดแทบจะกอดขวดเลยทีเดียว เขาเรียกพวกนี้ว่า “bottle fever”

แต่ใช่ว่าจะได้พักผ่อนหาความสำราญกันทุกคน บางคนต้องอยู่โยงเฝ้าวัวจนกว่าจะขายเปลี่ยนมือไปแล้ว ยิ่งบางรายไปถึงล้าหลังกว่าฝูงอื่นเขาจะต้องหยุดอยู่ห่างจากเมืองออกไป 5-6 ไมล์ พวกนี้ก็ได้แต่นั่งจับเจ่าอยู่บนหลังม้าจนกว่าพรรคพวกจะมาเปลี่ยนกะ
หัวหน้าฝูงย่อมรู้ว่าในเมืองที่น่าสนุกนั้นมันเป็นสวรรค์ของนักพนัน นักเลงปืน และผู้หญิง ดังนั้นต้องชะลอใจลูกน้องไว้บ้างโดยจ่ายค่าแรงล่วงหน้ากะพอให้สนุกได้เพียง ชั่วคืน

ดังกล่าวแล้วว่าอาบีลนเป็นเมืองเล็ก แต่ระหว่างฤดูการต้อนวัวจากเดือน พ.ค.-ก.ย. จะคลาคล่ำไปด้วยพวกคาวบอย พ่อค้าวัว-ม้า ธุรกิจขึ้นหน้าขึ้นตาที่นี่คือสถานบันเทิง ในช่วงนี้จะแน่นขนัดไปด้วยลูกค้า ซึ่งเป็นที่เปรมปรีด์ของเจ้าของสถานบริการ

ในเดือนเมษายนปี 1871 ผู้คนในเมืองนี้มีไม่เกิน 500 คน แต่อีก 3-4 เดือนต่อมาเมื่อกิจการปศุสัตว์เฟื่องฟู ผู้คนเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นกว่า 7 พันคน ว่ากันว่าโรงเหล้ามักจะมีโต๊ะพนันให้ฟันกำไรกันอื้อซ่า รถไฟแต่ละขบวนแน่นไปด้วยพวกผู้หญิงที่มุ่งหน้ามาทำมาหากิน ที่ขาดเสียไม่ได้คือเซลล์ขายเหล้า มีโรงเหล้าถึง 20 โรง ที่โอ่อ่าที่สุดลูกค้าแน่นทุกวันคือ ร้าน “อลาโม่” ร้านนี้เปิดโต้รุ่ง มีบาร์เทนเดอร์เข้าเวรเป็นกะหมุ่นเวียนกันเป็นชุดๆละ 12 คน มีดนตรีระดับวงออเคสตร้าให้ความบันเทิงถึง 3 วง

เหล่านักพนันมืออาชีพมักหลอกล่อพวกคาวบอยเข้าร่วมวงได้ทุกวัน แล้วพวกคาวบอยก็เป็นฝ่ายหมดเนื้อหมดตัว ความเอะอะวุ่นวายเป็นอยู่แทบทั้งวันทั้งคืน มียิงกันดวลกันไม่เว้นแต่ละวัน จนชาวเมืองผู้รักสงบทนไม่ไหว และชาวแคนซัสไม่สบอารมณ์ขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งมีกฎหมายของรัฐฉบับหนึ่งผ่านสภานิติบัญญัติออกมา มีบทบัญญัติห้ามรถไฟรับ-ส่งวัวที่สถานีเมืองนี้อีก ทำให้ตลาดซื้อขายวัวต้องย้ายไปสถานีอื่น แรกทีเดียวย้ายไปที่เมืองเฮย์ ที่อยู่ถัดไป หลังจากนั้นก็ย้ายไปอีก ไปยังเมืองอื่นทางตะวันตกเรื่อยๆ เช่น เอลส์เวิร์ธ,นิวตัน,วิชิต้า และดอจ์ดซิตี้ เมื่อย้ายสถานีขนส่งวัวไปที่ใดฝูงวัวก็ต้องต้อนย้ายตามไป นั่นทำให้เมืองเหล่านี้ครึกครื้นไปทุกแห่ง.

รูปเมืองอาบีลีน และร้านเหล้า alamo ในปัจจุบัน   ป.ล. ช่วงนี้งานยุ่ง อาจจะอัพเดทช้าหน่อยนะครับ


 

คาวบอยกับรั้วลวดหนาม
เมื่อคราวมีกฎหมายด่านตรวจโรคของรัฐแคนซัสและมิซูรี่ ห้ามผ่านเขตแดนของรัฐพวกต้อนวัวจำเป็นต้องเสาะหาเส้นทางใหม่บุกบั่นฟันฝ่า ขึ้นไปเพื่อมุ่งไปยังสถานีรถไฟ

ยังมีเส้นทางหนึ่งเรียกว่า “กู๊ดไนท์เลิฟวิ่ง” จากเท็กซัสต้องไปทางตะวันตกเข้าเขตเม็กซิโกวกขึ้นเหนืออ้อมเฉียดแคนซัสวก เข้าโคโรลาโด มุ่งขึ้นเหนือเข้าไวโอมิ่ง เลยขึ้นไปมอนทาน่าไปสุดที่ไมล์ซิตี้ ก่อนนี้ไม่มีใครคิดถึงลแจะเชื่อว่าเส้นทางนี้ตัดผ่านทุ่งหญ้ากว้างใหญ่เวิ้ง ว้าง จะมีค่าอะไรต่อชาวปศุสัตว์โดยเฉพาะในหน้าหนาวพายุหิมะรุนแรง วัวมันจะทนไม่ได้ ใครต้อนฝูงวัวไปตามเส้นทางนี้เขาคิดว่าคงจะมีแต่คนบ้าเท่านั้น

แล้วอยู่ๆได้เกิดเหตุไม่น่าเชื่อ เมื่อมีเกวียนเล่มหนึ่งใช้วัวลาก 2 ตัวบรรทุกสินค้าจากแคนซัสไปร็อคกี้ไปได้ไม่ไกลก็เจอหิมะตกหนัก ต้องจอดเกวียนแอบไว้แล้วปล่อยวัวไป ถึงฤดูใบไม้ผลิเขากลับไปพร้อมกับวัวตัวใหม่เพื่อจะใช้ลากเกวียนเดินทางต่อ แทนที่วัวที่ปล่อยไป แต่ที่ไหนได้พอไปถึงก็เห็นมันเที่ยวและเล็มหญ้าอย่างสบายอารมณ์

นี่เป็นข้อพิสูจน์ว่าวัวมันอยู่ได้ในแถบถิ่นหนาวเย็นกลางทุ่งราบทางเหนือ ดังนั้นเมื่อมีทางรถไฟข้ามทวีปวางไปถึงที่นั่นอีก 2 ปีต่อมาชาวปศุสัตว์จึงเป็นขบวนแรกที่ต้อนวัวไปสู่แผ่นดินทองทางภาคเหนือ โดยผ่านไปทางเส้นทางใหม่ แต่การต้อนวัวเป็นฝูงขึ้นเหนืออย่างนี้เป็นอยู่ระยะหนึ่งเท่านั้น ราว 20 ปีทางเหนือค่อยๆกลายเป็น “แดนปศุสัตว์” เข้มข้นขึ้นทุกที

ความอุดมด้วยวัวทางตอนเหนือ ทำให้การต้อนวัวจากทางใต้ขึ้นไปค่อยๆลดลงจนหมดสิ้นไปในที่สุด เมื่อถึงยุคที่รัฐบาลเปิดทุ่งกว้างให้ผู้คนเข้าไปจับจองตั้งรกรากมีที่ดินทำ กิน พวกนี้เรียกตัวเองว่า “ชาวไร่” แม้ว่าจะเลี้ยงสัตว์ด้วย แต่เลี้ยงในขอบเขตที่ดินของตัวเองที่กั้นรั้วรอบขอบชิด เป็นจุดสิ้นสุดของยุคการเลี้ยงวัวเร่ร่อนปล่อยทุ่ง หรือต้อนฝูงวัวไปไกลๆ และเป็นการสิ้นสุดของยุคทองคาวบอย

การเลี้ยงวัวปล่อยทุ่งหมดยุคแล้ว เปลี่ยนเป็นเลี้ยงในไร่ นี่คือที่มาของรั้วลวดหนาม กลางทุ่งหญ้าที่เคยเป็นหญ้าฟรีน้ำฟรี เจ้าของที่ดินก็จะกั้นขบเขตทำรั้วลวดหนามถ้ามีแม่น้ำลำธารผ่านก็ลงทุนทำ กังหันลมชักน้ำเข้ามาใช้ ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไพศาลที่ชาวปศุสัตว์เคยได้อาศัยปล่อยวัวเที่ยวหากินตาม ประสาเป็นอันสิ้นสุดลง จะต้อนวัวไปไกลๆก็ยากเพราะมีรั้วลวดหนามผุดขึ้นมาขวางกั้นทั่วไป

พวกคาวบอยเหงามือไปตามๆกันต่างแยกย้ายกันไป บ้างไปหากินต่างถิ่นที่พอจะมีงานถนัดให้ทำบ้าง หรือไปหากินทำงานตามโรงงานหรือท่าเรือ แต่ก็มีอีกมากที่ทำงานอยู่ถิ่นเดิม ทำงานที่ตนถนัดอยู่ตามไร่ปศุสัตว์ และมีหน้าที่เพิ่มขึ้นนอกจากการเลี้ยงวัว เช่นงานปักเสารั้วลวดหนาม ทั้งต้องคอยดูแลซ่อมแซมให้แข็งแรงอยู่เสมอ

แต่ละไร่กว้างใหญ่ที่เป็นพันๆเอเคอร์ก็มีงานพวกคาวบอยยามยากบางคนต้องออกไป ทำงานไกลๆเป็นเดือนๆก็มี ดูแลทุกอย่างตามสายงาน เช่น สายรั้ว สายกังหัน สายวัว หลับนอนในกระท่อมปลายไร่บนเตียงพื้นลวดตาข่าย มีโต๊ะไม้ตัวหนึ่ง เก้าอี้มีพนักตัวหนึ่งก็พอ ในครัวมีเตาไม้ฟืนข้างฝาอาจมีย่ามใส่อะไรต่ออะไร ที่ขาดมิได้คือย่ามใส่เกลือกระปุกไม้ใส่เครื่องมือเอาอาหารเข้าปาก ขวดเบียร์เปล่ามีไว้คลึงนาบแป้งทำขนมปัง

รั้วลวดหนามนั้นมันเป็นลวดเหล็ก เป็นสายล่อฟ้าอย่างดี เวลาฝนตกหรือเกิดพายุ บางทีถูกฟ้าผ่าราบเป็นแถบๆบางก็ต้องเหนื่อย เพราะแรงน้ำเซาะทำให้ดินเป็นร่องวัวอาจลอดออกไปได้ หรือมันทะเลาะชนกันทำเอารั้วหรือเสาล้มก็มี เครื่องมือคนงานสายนี้เป็นสิ่งที่คาวบอยยุคนั้นไม่รู้จัก เช่น คีม กรรไกรตัดลวด แต่งานนี้คนชอบก็มีถมไป คนอย่างนี้เป็นประเภทชอบทำงานคนเดียวเงียบๆ รักธรรมชาติ มีม้าเป็นเพื่อนคู่ชีพ

การที่จะทำรั้วยาวเหยียดกั้นรอบบริเวณไร่กว้างใหญ่ไม่ว่าจะเป็นไร่เล็กใหญ่ ยุคนั้นเป็นที่ยากที่สุดที่ใครจะคาดคิดว่าจะทำกันได้ เพราะไม้หายาก ถ้าใครคิดทำก็ต้องเสี่ยงค่าใช้จ่ายสูงมากกับการขนส่งและปัญหายุ่งยากอื่นๆ รั้วลวดหนามต้องมิดชิดพอที่จะกีดกั้นสิ่งไม่พึงปรารถนาล้ำแดนเข้ามา ปัญหาหลังนี้ในที่สุดก็มีผู้คิดอ่านได้อย่างหมดจด มันเป็นฝีมือของชาวไร่ในรัฐอิลินอยส์คนหนึ่งนามว่า “โจเซฟ กลิดเดน” ที่แกคิดแก้ปัญหาได้อาจจะเรียกว่าเป็นความบังเอิญก็ได้ และเป็นความบังเอิญอันเนื่องมาจากคำบงการของเมียแกเอง

วันหนึ่งแกได้ยินเสียงเมียบ่นฉอดๆว่าสวนดอกไม้ที่ปลูกไว้และหวงนักหวงหนามี หมาของใครไม่รู้เข้าไปเหยียบย่ำอยู่บ่อยๆ ช่วยมากั้นรั้วให้มิดชิดหน่อยได้ไหม พอได้รับคำสั่งเช่นนั้น นายโจเซฟก็ได้ความคิดขึ้นมา แกตรงไปร้านเครื่องเหล็กในเมือง ซื้อลวดเหล็กมาหลายขด ขึงยาวเป็นชั้นๆตอกติดกับเสาเพื่อกั้นสวนดอกไม้ อีกส่วนตัดเป็นท่อนสั้นๆทุบปลายให้แหลมทั้งสองด้านพันบิดแน่นกับสายลวดยาว หลังจากนั้นก็ไม่มีหมาเข้าไปย่ำในสวนดอกไม้อีกเลย

นายโจเซฟไม่ได้หยุดแค่ ทำรั้วกั้นสวนดอกไม้เท่านั้น แต่ลงทุนตั้งโรงงานผลิตลวดหนามกั้นรั้วอย่างเป็นล่ำเป็นสัน จนค่อยๆพัฒนามาเป็นลวดสองเส้นควั่นเกลียวติดลวดปลายแหลมกระชับแน่น เขาโฆษณาขายสินค้าผลิตภัณฑ์ใหม่เอี่ยมในวงการอุตสาหกรรมว่า “รั้วอย่างดีที่สุดในโลก เบาเหมือนอากาศ แรงฤทธิ์กว่าวิสกี้ ราคาถูกกว่าขยะ”

สมัยนั้นขายกันเป็นน้ำหนัก เปิดโรงงานใหม่ๆในปีแรกขายได้เพียง 10,000 ปอนด์ จนถึงปี 1880 โรงงานทำรั้วลวดหนามของแกทำแทบไม่พอขาย เพราะขายดีขึ้นทุกที ผลิตได้ปีหนึ่งประมาณ 80 ล้านปอนด์

ด้วยความคิดง่ายๆทำของใช้ในครัวเรือน กลับกลายเป็นผลิตภัณฑ์ขายดี ต่อมากลายเป็นวัสดุก่อให้เกิดการจบสิ้นยุคการเลี้ยงวัวปล่อยทุ่งและการต้อน ฝูงวัวเดินทางไกลๆไปหาตลาดผู้ซื้อ

รูป เส้นทางกู๊ดไนท์เลิฟวิ่ง กับ รูป นายโจเซฟ กลิดเดน

 
 

Joe Glidden
 

 

เครื่องทรงคาวบอย
เสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวของเหล่าคาวบอยไม่เหมือนคนอื่น ใครพบเห็นที่ไหนก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นคาวบอย พวกหากินบนหลังม้าวันๆใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับม้ากับวัว

เสื้อผ้าเครื่อง ทรงคาวบอยใครๆดูแล้วคิดว่ากะทัดรัดดี หรือสวยดี แต่จริงๆแล้วที่เขาสวมใส่มิได้หวังผลอย่างนั้นเลย นอกจากเพื่อความสะดวกในการทำงานและประโยชน์ในการใช้สอย

เสื้อกางเกงเป็น ผ้าเนื้อหนาทนทานรัดรูป จะได้ไม่ต้องมีอะไรยึดโยงรั้งให้เกกะการทำงาน มีมากมายที่ไม่ชอบเข็มขัด เขาว่าอาจทำให้เป็นไส้เลื่อนเพราะโดนมาเขย่าอยู่ทุกวัน เสื้อนอกเสื้อคลุมหรือก็ดูรุ่มร่าม เรื่องแฟชั่นทั้งหลายจะเปลี่ยนกันไปถึงไหนอย่างไรเขาไม่รู้เรื่อง

นอกจากเสื้อเชิ้ตที่นิยมกันไม่เป็นผ้าฝ้ายก็เป็นผ้าสักหลาด และไม่มีปก แล้วก็ทับด้วยเสื้อกั๊กที่มิได้ใช้เพื่อความอบอุ่น แต่เพื่อความกระชับ และเป็นคลังเก็บข้าวของเครื่องใช้ประจำตัว เช่น กลักไม้ขีด ถุงยาเส้น กระดาษมวน หรือสมุดไว้จดอะไรต่อมิอะไร

เครื่องทรงสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือหมวก สียอดนิยมคือสีเทาอ่อน รองลงไปเป็นที่น้ำตาลอ่อน คนชอบสีดำก็มีบ้าง ขอบหมวกดัดแต่งรูปทรงตามใจชอบ แต่ที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือขอบหมวกกว้าง บางคนเพิ่มความเท่ด้วยขอบประดับริ้วไหมสีเดียวกับหมวก ความกว้างของมันคือใช้ประโยชน์ช่วยกันแสงแดด ขอบหมวกรวบเข้าหากันเป็นรางรองน้ำกินได้ เวลาหิมะตกก็ดึงลงมาปิดหูกันหิมะกัด

หมวกที่เหล่าคาวบอยนิยมในยุคนั้น เป็นฝีมือบริษัทหนึ่งอยู่ที่ฟิลาเดลเฟียเจ้าของชื่อ จอห์น บี สเตทสัน เจ้าของชื่อยี่ห้อหมวกอันเลื่องลือผู้นี้คือคนออกแบบหมวกที่เรียกว่า “เท็น แกลลอน” เป็นหมวกทรงปีกกว่า เขามักเรียกกันว่าหมวก “สเตทสัน” และไม่ว่าจะยี่ห้อไหนถ้าเขาชอบ เขาถือว่าเป็นสมบัติที่มีค่าชิ้นหนึ่ง ยอมซื้อแม้ต้องควักกระเป๋าจ่ายเท่ากับเงินเดือน 3-4 เดือน

หมวก
หมวก เท็นแกลลอนปีกกว้างที่คาวบอยเรียนว่าหมวกสเตทสันตามชื่อคนออกแบบโด่งดังแค่ ไหนก็ลองคิดดูว่า ปกติระหว่างคาวบอยแดนตะวันตกเฉียงใต้กับคาวบอยแดนตะวันออกเฉียงเหนือนั้นมี รสนิยมต่างกันเห็นได้ชัด คาวบอยตะวันตกเฉียงใต้ชอบหมวกทรงกระบอกหรือยอดแหลมปีกกว้างประดับลวดลายตาม แบบอย่างเม็กซิกันที่เรียก “sombrero” ส่วนคาวบอยตะวันออกเฉียงเหนือชอบทรงป้าน หรือบีบเป็นร่องบุ๋ม เรียกว่า “hat” ตามภาษาอเมริกัน แต่พอเท็นแกลลอนออกวางตลาดคาวบอยทั้งสองแดนก็หันมานิยมคลั่งไคล้เหมือนกัน หมด และถ้าเป็นหมวกปีกกว้างเขาเรียก สเตทสัน เหมือนกัน

ประโยชน์ของหมวก ไม่ว่าจะแบบไหนทรงอะไร ใช้แทนพัดได้ พัดโหมกองไฟในแคมป์ ใช้เป็นภาชนะตักน้ำ ใช้เป็นเครื่องส่งสัญญาณ เวลาพักแรมต้องนอนพื้นดินแข็งๆ เขาว่าเอาอัดเข้าที่สะโพกหรือไหล่จะทำให้รู้สึกว่าที่นอนนุ่มขึ้น ใช้พิชิตวัวดุโดยครอบเข้าที่หน้าเวลามันพุ่งเข้าหา

รูป นาย John B. Stetson และ หมวก เท็น แกลลอน

 


 


 


 

รองเท้า
นี่คือเครื่องทรงที่มีราคาแพงที่สุดในบรรดาเครื่องทั้งปวง คาวบอยไม่ชอบเกือกโหล ยกเว้นไม่ค่อยมีเงินหรือไปเจอคู่ถูกใจจริงๆ ส่วนมากจะสั่งตัดด้วยหนังชั้นดี โดยทั่วไปมักเป็นหนังลูกวัวอ่อน ต้องสีดำสนิท เป็นรองเท้าที่เรียกกันว่า “บูท” ทรงสูงอย่างน้อยครึ่งแข้ง บ้างหนังเรียบบ้างมีลวดลาย
หนังวัวต้องนิ่มจะได้กระชับ พื้นบนเรียบปาดลงไปหาปลายแหลมไม่มีเชือกผูก ไม่มีอะไรประดับให้เกะกะแก่การสอดเข้าไปในโกลน และเพื่อจะได้ลื่นหลุดง่ายถ้ามีการล่วงหล่นจากหลังม้า ส้นต้องสูงสอบปลายไม่ต่ำกว่า 2 นิ้ว นี่เป็นเครื่องกันพื้นรองเท้ากับโกลนและเป็นเครื่องยึดจิกเวลาเหนี่ยวบ่วง บาศคล้องวัว

สเปอร์
นัก ขี่ม้าแท้ต้องติดสเปอร์ เช่นเดียวกับเหล่าคาวบอยที่หากินบนหลังม้า แต่มิใช่เพื่อกระแทกสีข้างม้าเพื่อการลงโทษ คาวบอยเขาว่าสเปอร์มีไว้เพียงใช้สะกิดให้มันรีบไปเร็วขึ้นเท่านั้น

คาวบอย อเมริกันชอบสเปอร์ขนาดใหญ่วงจักรไม่แหลม ไม่ชอบสเปอร์แบบของเม็กซิกันซึ่งแม้จะมีใบจักรเล็กแต่ปลายจักรแหลม แต่แบบที่คาวบอยอมเริกันชอบกันจริงๆคือ ชนิดที่มีเสียงกรุ๊งกริ๊งเวลาก้าวเดิน เขาว่ามันเพราะเสนาะหู

รูปรองเท้าหนังลูกวัวสุดสวย custom made

รูปสเปอร์คาวบอยอมเริกัน กับ คาวบอยเม็กซิกัน



กางเกง
กางเกงนอกจากตัวที่สวมใส่แล้วยังมีกางเกงชั้นนอกใส่ทับอีกตัว เขาเรียกว่า “แชปส์” เป็นคำย่อมาจาก “ชาปาเรส” หรือ “ชาปาราเรส” ซึ่งเป็นภาษาเม็กซิกัน โดยทั่วไปจะตัดเย็บจากหนังอะไรก็ได้ขอให้ทนทานเป็นใช้ได้ คาวบอยทางเหนือชอบชนิดทำด้วยหนังแกะอังกอร่า เพราะแถบนั้นอากาศหนาวเย็น และหนังนุ่มกระชับกว่าหนังวัว

ประโยชน์ของแชปส์คือ ช่วยป้องกันคมจากใบหญ้า หนามจากกิ่งไม้ โดยเฉพาะจากเขี้ยวงู แต่แย่หน่อยเมื่อเจอฝนหรือต้องลุยน้ำ ยิ่งเจอหิมะด้วยแล้วจะแข็งมาก พวกคาวบอยจะใส่แชปส์เฉพาะเวลาทำงานเท่านั้น นอกเวลานั้นถอดเก็บหมด

ยังมีเครื่องทรงคาวบอยอีกอย่างหนึ่งที่แทบจะขาดมิได้คือ ผ้าพันคอที่บ้างเรียก Bandana ว่ากันว่าเป็นภาษาโปรตุเกสซึ่งได้ยินมาอีกทีว่าเป็นคำที่มาจากภาษาฮินดู

ที่ ว่ามันเป็นเครื่องทรงที่แทบจะขาดมิได้ ก็เพราะมันเป็นสิ่งที่คาวบอยได้อาศัยใช้ประโยชน์สารพัด ตั้งแต่รัดห้ามเลือด เป็นผ้าพันแผล ใช้ปิดหน้ากันฝุ่น และเมื่อทำงานหนักก็เอาชุบน้ำวางบนหัวแล้วครอบทับด้วยหมวกช่วยคลายร้อน

ป.ล. แชปส์มี 2 แบบ คือ batwing กับ shortgun

รูปคาวบอยทรงเครื่อง


รูปเจ้าอังกอร่าก่อนจะกลายไปเป็นแชปส์ กับตอนที่กลายเป็นแชปส์หนังอังกอร่า


1. 2 Batwing chaps

2. 2 Shortgun chaps



 

คาวบอยกับเหล้า

คาวบอยก็เป็นปุถุชนคนธรรมดา เรื่องสุราเหล้ายาปลาปิ้งย่อมมี บ้างก็ซดพอเฮฮาหรืออย่างที่เรียกกันว่าเพื่อเข้าสังคม บ้างก็ไม่แตะเลย บ้างก็ซดเป็นน้ำเมาหัวราน้ำ แต่ระหว่างการต้อนฝูงวัวเดินทางไกล เหล้าเป็นสิ่งต้องห้าม ในไร่ปศุสัตว์อาจจะมีไว้บ้างในบ้านสำหรับเจริญอาหารหรือไว้ต้อนรับแขกเหรื่อ แต่พวกคาวบอยประเภทคอเหล้าหากนึกเปรี้ยวปากอยากซดให้สมอยากขอเมาสักตั้งก็ ต้องควบม้าเข้าเมือง ในไร่หรือที่ไหนชนิดตั้งวงกันไม่มี

การซดเหล้าของคาวบอยมิได้ผิดแผกแตกต่างกับคอเหล้าอมเริกันชนร่วมสมัยทั่วไป ที่ส่วนมากไม่ปล่อยตัวตามใจตกเป็นทาสน้ำเมาปล่อยตัวเมามายจนเสียงานเสีย การนอกจากนานๆที หลังจากอดอยากปากแห้งมานานเป็นแรมเดือนเพราะภาระหน้าที่ที่รัดตัว

เหล้าเมื่อดื่มกินเข้าไปแล้วก็ต้องเมา เมื่อคาวบอยเมาก็หาได้ผิดแผกไปกว่าใครอื่นไม่ ก็มีบ้างที่คล้ายกับในนิยายที่คนเขียนมักบรรเลงให้คาวบอยเวลาเมาแล้วต้องชัก ปืนยิงกันโป้งป้าง และแส่หาเรื่องวุ่นวายไปทั้งเมือง

คนภาคตะวันออกว่า กันว่าเมื่อเมาได้ที่มักจะคุยกันฟุ้งเสียงเอะอะทุบโต๊ะ ชูกำปั้นใส่กัน โดยเฉพาะคาวบอยมักจะรำพึงรำพันเพ้อฝัน เมาได้ที่ก็ชักปืนแต่น้อยรายที่ได้ลั่นกระสุนเพราะโดนพรรคพวกตะปบไว้ก่อน

เมื่อเมาได้ที่บ้างก็ชักใจใหญ่เรียกหาแต่วิสกี้ชั้นดีราคาแพง ยุคนั้นวิสกี้ยอดนิยมคือ เบอร์เบิ้น วิสกี้ฝีมืออเมริกันทางใต้มักผสมด้วยน้ำตะบองเพชร ว่ากันว่าทำให้เกิดประสาทหลอนดีนัก คาวบอยชอบซดเพียวๆ คนตะวันออกพลัดหลงเข้าไปในโรงเหล้าแล้วสั่ง “ค็อกเทล” จะโดนคนบาร์ตะคอกใส่หน้าหงายไปทุกราย

ตามมารยาทในวงเหล้าคาวบอยถ้าใครเลี้ยงเขาจะรินเหล้าเต็มปรี่แล้วประคองึ้น ซดด้วยมือข้างที่จับปืน เขาทำเช่นนั้นมิใช่เพราะความตะกละตะกรามที่มีเจ้ามือแล้วต้องซดให้เต็มคราบ หรือจะโอ้อวดว่าข้ายกซดมือเดียวไม่กระฉอกสักหยด แต่เป็นด้วยความหมาย 2 ประการคือ แสดงให้คนเลี้ยงเห็นว่าผู้รับเลี้ยงเห็นคุณค่าของสิ่งที่ได้รับ และคนควักกระเป๋าเลี้ยงมิได้ให้สิ่งที่ไม่ถูกปากตน

พวกคาวบอยใช่ว่าจะซดเหล้าเป็นคอทองแดงทุกคนไป ถึงจะคอทองแดงแต่เวลางานก็ไม่เอาเลยเหมือนกันเพราะงานมันบังคับ มีเรื่องเหล้าขานกันเรื่องหนึ่งในวงการคาวบอย ซึ่งฟังดูแล้วอาจจะคิดว่าเกินจริงไปหน่อยก็ได้ ว่าด้วยเรื่องราวของคาวบอยคู่หูสองคน ซึ่งอุตส่าห์เก็บออมเงินทองไว้ 2-3 ปี กะการณ์ว่าจะเจอกิจการอะไรดีที่ไหนก็จะเข้าหุ้นทำด้วยกัน

วันหนึ่งเมื่อเดินทางไปถึงเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งมีสถานรถไฟขนวัว ที่นี่มีโรงเหล้าเพียงแห่งเดียวสองเกลอชอบใจเข้าหุ้นซื้อกิจการทั้งร้านเลย ร้านเหล้าเปลี่ยนมือเป็นเจ้าของรายใหม่แล้ว แต่ปิดประตูเงียบไม่เปิดรับเหมือนเคยทำให้เป็นที่สงสัยคิดว่าปิดปรับปรุง เกือบสองอาทิตย์แล้วก็ยังไม่เปิด วันหนึ่งคอเหล้าอดไม่ไหวชักชวนกันไปอยู่หน้าร้านร้องตะโกนแกมประท้วงให้เปิด ร้าน สักประเดี๋ยวคาวบอยหุ้นส่วนคนหนึ่งก็แง้มประตูออกมาดู
“เมื่อไหร่จะเปิดร้านเสียที” คอสุรารายหนึ่งถาม
“เปิดร้าน...บ้าเหรอ” เจ้าของใหม่โก่งคอย้อนถามเสียงลั่น “เปิดทำไม ข้าซื้อร้านไว้กินกันเอง”

 

โทษทัณฑ์คนเถื่อน

ม้าเป็นเครื่องทำมาหากินเลี้ยงชีพทั้งใช้งานขนถ่าย ลากจูง เป็นพาหนะในการเดินทาง มันจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งของผู้คนในยุคนั้น ผู้ใดขโมยปล้นชิงม้าโดยเฉาพะในถิ่นกันดารน้ำ ซึ่งอาจทำให้เจ้าของอดน้ำตาย จึงมีโทษสถานหนักถ้าไม่โดนประชาทัณฑ์ของชาวบ้านจับแขวนคอเองก็ด้วยคำตัดสิน ของคณะกรรมการระวังภัยชุมชนนี่เป็น “ระบบป้องกันตนเอง” ของชาวตะวันตกซึ่งจะไม่ยอมให้โจรพวกนี้อ้างเหตุร้องขอความเมตตาปราณี


โทษของพวกโจรขโมยม้าส่วนมากคือ แขวนคอ บางคนดวงไม่ถึงฆาตรอดจากโทษประหารถ้ากรรมการชุมชนลดโทษให้การเนรเทศออกไปให้ พ้นเมือง แต่มักจะต้องแลกด้วยใบหูซีกบนข้างหนึ่ง เพื่อเป็นเครื่องหมายประจานความชั่วที่ติดตัวไปจนตาย ถึงแม้จะไว้ผมยาวจนปิดหู แต่ชาวบ้านชาวเมืองก็ไม่ค่อยจะปลื้มกับพวกผมยาวเท่าใดนัก
โทษทัณฑ์การฉกชิงขโมยม้าเมื่อเริ่มใช้ใหม่ๆได้ครอบคลุมไปถึงการขโมยวัวด้วย ทั้งที่ก่อนหน้านี้โจรปล้นวัวมักจะได้รับการผ่อนผันเป็นโทษสถานเบาไม่ถึงกับ ประหาร และถ้าเป็นการกระทำด้วยเหตุผลทางการเมือง อย่างกรณี “ศึกปล้นวัว” ที่ไวโอมิ่งชาวบ้านเห็นว่าเป็นเรื่องสมควรอภัยโทษให้

คณะกรรมการระวังภัยชุมชน Vigilant Committee  ครั้งนั้นมิใช่คนจำพวกเลือดร้อน สมคบคิดกันตั้งศาลเตี้ยเพื่อนหาเหตุกันคนเคราะห์ร้ายที่ต้องโทษ แต่เป็นคนทำงานด้านนี้โดยตรงอยู่แล้วในฐานะตัวแทนคนที่ได้รับเลือกตั้งหรือ แต่งตั้งเพื่อให้การใช้กฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้อง การพิจารณาโทษจะยึดหลักความสอดคล้องตามความเป็นจริง ผลลงเอยส่วนมามักยกเลิกข้อหาหากไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดหรือเพียงเนรเทศ

คนในชุมชนที่ไม่เห็นด้วยกับการทำงานของคณะกรรมการระวังภัยชุมชนก็มีมาก คนเหล่านี้จะไม่ยอมร่วมวงหรือร่วมมือใดๆ นี่มิได้หมายความว่าเห็นแก่ตัวหรือปลีกตัวออกจากการทำหน้าที่รักษากฎหมาย เพียงเขาถือว่าคณะกรรมการอย่างนี้เปรียบไปก็เหมือน “ศาลเตี้ย” แม้จะเป็นเรื่องจำเป็นแต่เขาคิดว่ามันเป็นเรื่องงานที่น่ารังเกียจ น่าขยะแขยงแม้แต่จะเอ่ยปากพูดถึง

ความเฟื่องเรื่องโจรลักวัว

การลักขโมยวัวเกิดขึ้นนานแล้วตั้งแต่ยุคเริ่มแรกของการทำไร่เลี้ยงสัตว์เขา ทำกันง่ายๆ พวกโจรฉวยโอกาสที่เผลอเพียงควบม้าตรงเข้าไปต้อนเอาดื้อๆ และมักจะหนีไปได้อย่างลอยนวล บางทีเกิดการยิงกันบ้างเล็กน้อย ที่ที่มันอาละวาดหนักที่สุดคือ นิวเม็กซิโก

เจ้าของฝูงปศุสัตว์ใหญ่รายหนึ่งชื่อจอห์น เอส ซีซัม วัวถูกปล้นประจำจนชาวบ้านต้องรวมตัวกันช่วยดูแลจนกลายเป็นศึกกลางเมืองย่อมๆ ระดับท้องถิ่นที่กินเวลาเป็นปีๆ แต่เป็นไปอย่างเงียบๆ ใครแปลกหน้าเข้ามาเป็นโดน “เก็บ” และชาวบ้านที่ผ่านแดนโจรก็ต้องเจอชะตากรรมเดียวกัน ว่ากันว่าศึกกลางเมืองย่อยๆหนนั้นมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 200 คน เมื่อศึกจบไปแล้วหลายปีในหุบเหวตามซอกโขดหินยังมีผู้พบโครงกระดูกอยู่บ่อยๆ
ศึกหนนั้นในเกร็ดประวัติศาสตร์เรียกว่า “ศึกลินคอล์น เคาน์ตี้” นี่เป็นเมืองเล็กๆในนิวเม็กซิโก และยังลุกลามไปยังเมือง “นาโทรน่า เคาน์ตี้” ที่อยู่ติดกัน มูลเหตุเกิดจากความมุ่งหมายจะลักขโมยของพวกโจรกับฝ่ายชาวบ้านที่จำเป็นต้อง ป้องกันทรัพย์สินของตนเอง

พอขึ้นปี 1880 ชาวแดนปศุสัตว์ยิ่งแสนจะเอือมระอาและเป็นเดือดเป็นแค้นกับการลักวัวที่ดู เหมือนนับวันจะยิ่งชุกขึ้นทุกวันและลักกันอย่างเย้ยกฎหมาย บางทีกลางวันแสกๆตีชิงเอาดื้อๆซึ่งหน้า เป็นฝีมือก๊กโจรลักวัวทั้งนั้น ในยุคนั้นมีหลายก๊กร้ายๆเช่น ก๊กสเลด,วัตกินส์,เลซี อาร์เน็ต,สปิลแมน เป็นต้น แห่กันมาเป็นขโยงพอเรื่องถึงหูนายอำเภอก็รวบรวมกำลังกันออกติดตามได้ตัวมั่ง ไม่ได้มั่ง  ชาวบ้านก็ร่วมด้วยอีกแรงหนึ่ง

นักประวัติศาสตร์ยุคตะวันตกบางคนเผยว่าเท่าที่มีการลักวัวเกิดขึ้นชุกชุมกิน แดนลุกลามไปทั่ว เพราะว่าเหตุหนึ่งคือ ความรู้สึกบางอย่างของผู้คน บางคนว่ามันไม่เกี่ยวกันเลย แต่จะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวก็ลองฟังดูแล้วกัน

ชาวตะวัน ตกส่วนมากยึดถือสิ่งที่เรียกว่า “ลัทธิเฉพาะตัวบุคคล” หรือความเป็นส่วนตัวอย่างเหนียวแน่น เรื่องส่วนตัวข้าจัดการเองได้คนอื่นไม่ต้องมายุ่ง เรื่องส่วนตัวของใครจะอะไรก็ช่างอย่ามาแทรกแซงล่วงล้ำหรือกระทำอันละเมิดกฎ กติกามารยาท ซึ่งชาวปศุสัตว์ ชาวตะวันตกทั่วไปยึดถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

รูปของนาย จอห์น เอส ซีซัม / ไร่ของเขา / อนุสรณ์ของ จอห์น เอส ซีซัม


ศึกลินคอล์นเคาน์ตี อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Lincoln_County_War

ใน ศึกครั้งมีคนที่วงคาวบอยรู้จักกันดีร่วมอยู่ด้วย นั่นคือ Billy The Kids หรือ Henry McCarty หรือ William H. Bonney  และนายอำเภอ Pat Garrett

ความเฟื่องเรื่องโจรลักวัว(ต่อ)

ดังนั้น ถ้าเขารู้มาว่าพวกโจรมันจะปล้นรถไฟสายยูเนี่ยนแปซิฟิกหรือธนาคาร เขาจะไม่แจ้งนายอำเภอหรือนายธนาคาร เพราะถือว่าในเมื่อตัวเองรู้ พวกนายอำเภอหรือธนาคารก็น่าจะรู้แล้วด้วย และถ้าขอให้เขาช่วยเหลือก็พร้อมเสมอด้วยความเต็มใจ ถ้าไม่มีใครขอก็แล้วไป หลังจากนั้นเขาอาจแสดงความสนใจเพียงไถ่ถามว่าฝาตู้เซฟถูกระเบิดปลิวไปถึงไหน

การปิดปากตัวเองทำนองนี้มิใช่เจตนาจะปกปิดการกระทำผิดของใคร หรือรู้เห็นเป็นใจ แต่ด้วยความซื่ออย่างน้ำใสใจจริง เพียงเพราะไม่อยากไปข้องแวะเรื่องของคนอื่นก็เท่านั้น ชาวไร่ปศุสัตว์ยุคนั้นพอจะแบ่งออกเป็นคน 2 ประเภท คือ คนที่ท้องถิ่นชอบและไม่ชอบ คนประเภทแรกนี้ไม่ค่อยมีปัญหา คนประเภทหลังส่วนมากไม่ใช่คนพื้นเพที่นั่นซึ่งโดนลักวัวประจำ เจ้าของอาจเป็นคนอังกฤษหรือชาวตะวันออก จะมาอยู่ไร่นานทีปีหน ส่วนมากจะแห่ไปกันในฤดูใบไม้ร่วงซึ่งเป็นฤดูล่าสัตว์ใหญ่ คนพวกนี้ถือว่ามีไร่ไว้พักผ่อนหาความสำราญ จึงไม่ค่อยจะรู้สึกสะดุ้งสะเทือนอะไรถ้าวัวหรือม้าถูกขโมยไปบ้างตามประสาคน รวย

ส่วนชาวตะวันตกทั่วไปเมื่อพูดถึงความพัวพันกับการลักวัวพอจะแบ่งออกได้เป็น 5 ประเภท

  • ประเภท A จัดว่าอยู่ในโอวาทของกฎหมาย เป็นคนซื่อสัตย์ ไม่ยอมให้ความช่วยเหลือใครแม้แต่น้อยถ้าเห็นว่าทำไม่ถูกต้อง
  • ประเภท B อาจเรียกว่าพวกปากว่าตาขยิบ ใจหนึ่งไม่ค่อยชอบกับการฉกฉวยหาผลประโยชน์ใส่ตนโดยไม่ถูกต้อง แต่เพราะไม่ค่อยยี่หระกับกฎหมาย ก็เอาเหมือนกันถ้าโอกาสมันให้ บ้างก็ทำเฉยๆ บ้างก็ช่วยพวกลักวัวที่ถือว่าวัวไม่มีเจ้าของ ได้แบ่งสักสี่ห้าตัวก็ดี
  • ประเภท C คล้ายๆกับ B แตกต่างไปเล็กน้อยตรงที่พวกนี้ถือคติยังไงก็ได้ หรือได้ก็ดี ไม่ได้ก็แล้วไป
  • ประเภท D เป็นพวกไม่ค่อยสบอารมณ์กับการเข้มงวดของกฎหมายถ้าเจ้าของวัวเป็นคนที่ชาว บ้านไม่ค่อยชอบหน้าอยู่แล้ว คนพวกนี้จะเป็นพวกแรกที่เข้าไปเยี่ยมเยือน แต่เขาจะไม่เข้าไปรบกวนไร่ของแม่ม่ายหรือคนจน
  • ประเภท E เทียบกับทุกประเภทแล้ว คนประเภทนี้มีน้อยที่สุด แต่นี่แหละคือ พวกโจรลักวัวตัวจริง พร้อมเสมอที่จะฉกฉวยของใครก็ได้ไม่ว่าวัวหรือม้า

การลักวัวแบบปล้นกลางวันแสกๆ ชิงกันซึ่งหน้าต้อนไปเป็นฝูงๆ เป็นอยู่ไม่กี่ปีก็ค่อยๆซาลงไป แต่เกิดการลักแบบใหม่ตามมา เป็นวิธีการสำเร็จเสร็จสิ้นเด็ดขาดด้วยความชำนาญ การแบบใหม่นี้ยืดเยื้อเป็นเวลายาวนานราว 10 ปี ลุกลามกระจายไปทั่วแดนปศุสัตว์ เหยื่อส่วนใหญ่เป็นคนอังกฤษหรือต่างเมือง

การลักวัวแบบใหม่ทำกันอย่างทีระบบ ตัวที่มีตราของไร่ ก็เอามาตอกตีตราใหม่ ตัวที่ไม่มีตรายิ่งสะดวกโดยเฉพาะลูกวัว พวกโจรใช้วิธีการโหดมากตัวไหนตามแม่แจจะถูกจับแยกไปเข้าคอกที่ห่างไกล ยังไม่อดนมก็ไม่สน เก็บไว้จนมันหายอยากไปเอง เลี้ยงโตได้ที่ก็เอาออกขาย ตัวแม่มันตัวไหนพล่านจะไปหาลูกจะโดนจี้ด้วยเหล็กร้อนที่เท้าหรือทำอย่างไรก็ ได้ให้เท้าเป็นแผลเดินไม่ได้ ตัวที่ดื้อมากๆจะยิงทิ้งเสียเลย

ป.ล. ขออภัยที่ทิ้งช่วงไปนาน งานเยอะครับ ตอนหน้าลองมาดูว่าเขาจัดการอย่างไรกับพวกโจรขโมยม้าขโมยวัว

ดูอย่าง Long Branch Saloon, Dodge City, Kansas ในปัจจุบัน ปี 2004 แม้แต่ร้านข้างเคียงเขายังคงไว้เหมือนเดิม


* LongBranchSaloon2-500.jpg

* DodgeCity-InsideLongBranch-DA-0504.jpg

* DodgeCity-InsideLongBranch-KW-0504.jpg

Long Branch Saloon, Dodge City, Kansas เมื่อ 130 ปีก่อน


* dodgecity-1874.jpg

* Long%20Branch%20Saloon%20historic.jpg

เผด็จศึกโจรลักวัว

การลุกฮือของชาวไร่ไวโอมิ่งเกิดขึ้นขณะที่ทางรถไฟสายใหม่ของบริษัทเบอร์ลิง ตันยืดออกไปถึง และขณะที่คนงานทำทางรถไฟหาเนื้อควายไบซันกินไม่ได้แล้ว จึงเป็นโอกาสอันดีได้ทำมาหากินอย่างเริงร่าของคนกลุ่มหนึ่งคือโจรลักวัว กลุ่มใหม่ที่เห็นหนทางหาเงินได้ง่ายๆ คนพวกนี้ใจป้ำกล้าได้กล้าเสีย มีหัวการค้า โดยใช้วิธีรวดเร็วกว่าการลักวัวไปตีตราใหม่ นั่นคือการขโมยวัวตัวโตๆเอาไปฆ่า แล้วเอาเนื้อไปขายตามร้านขายเนื้อเล็กๆ ส่วนหนังก็ทำลายตราเสียแล้วนำออกขายได้กำไร

ตอนแรกบุกปล้นหรือขโมยจากเจ้าของไร่ที่ผู้คนไม่ชอบหน้า แต่ภายหลังดูเหมือนเขาจะยึดคติที่ว่า “เนื้อวัวก็คือเนื้อวัว” จึงไม่สนว่าจะเป็นของใคร
เหตุร้ายอย่างนี้เป็นอยู่แรมปี จนกระทั่งมีเหตุร้ายเกิดขึ้นมาแทรกอย่างปุบปับเป็นข่าวดังไปถึงยุโรป แต่ลงท้ายค่อนข้างดี เพราะได้รับความสนใจจากทางการได้เข้าไปแก้ไขจากร้ายกลายเป็นดีอย่างมีเหตุผล สมควรในที่สุด

เหตุร้ายนั้นเกิดขึ้นในปี 1892 ในไวโอมิ่ง ชาวไร่ปศุสัตว์สุดแสนจะทนต่อความเดือดร้อนจากการรังควานของพวกโจรลักวัว ระดมกำลังเป็นร้อยพร้อมอาวุธยกกันไปราวกับกองทัพ จากไชแอนไปถึงเมืองใกล้เคียงมุ่งหมายล้างผลาญพวกลักวัวให้สิ้นซาก ไปถึงเมืองจอห์นสันก็รายล้อมเปิดฉากยิงถล่มไร่แห่งหนึ่งที่สงสัยว่าจะเป็น ที่ชุมนุมของพวกโจร ซึ่งยุดนั้นเรียกกันว่า “เว็ดดี้”

ชาวไร่ปศุสัตว์รายเล็กรายน้อยในย่านใกล้เคียงที่เคยเดือดร้อนเห็นได้โอกาสก็ แห่กันไปช่วย ยิงกันพักใหญ่กว่าเรื่องจะถึงหูนายอำเภอท้องถิ่น ระดมผู้ช่วยแห่กันมาหลายสิบ ในผู้คนหลายสิบนี้ชาวบ้านจำได้ว่ามีพวกเว็ดดี้นอยู่ด้วยกลายคน แต่กว่าจะเลิกรากันก็ต่อเมื่อกองทหารแห่งสหรัฐมาระงับเหตุ แยกคู่กรณีพิพาทออกจากกันหลังจากถึงตายเพียง 2 คน แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีการล้างผลาญกันอีก

เหตุร้ายหนนั้นตามความคิดเห็นของชาวบ้านทั่วไปที่แม้จะโน้มเอียงเข้าข้างฝ่า ใดฝ่ายหนึ่งบ้างก็ตาม เห็นว่ากฎเก่าแก่ใดๆที่เคยยึดถือกันมานานบัดนี้มันหมดสิ้นไปแล้ว เขาเห็นว่ายุค OLD WEST ผ่านพ้นไปแล้ว บัดนี้เป็นยุค NEW WEST แดนปศุสัตว์เลิกเสียทีที่มีเรื่องการเมืองเข้ามาแทรกแซง และทุ่งใหญ่ก็ถูกแบ่งสันปันส่วนเป็นของรัฐต่างๆ ไปแล้ว

ฝูงปศุสัตว์ที่เคยครอบครองความเป็นเจ้าทุ่งก็หมดยุคไปแล้ว แถบถิ่นที่เคยเป็นแดนปศุสัตว์ก็เปลี่ยนมือจากเจ้าของฝูงปศุสัตว์และพวก คาวบอยเป็นของชาวไร่ที่มาจากต่างแดน

อย่างไรก็ดีเหตุร้ายคราวนั้นทำให้เจ้าของไร่ที่เคยถูกลักวัวถูกปล้นวัว และยังไม่ถูกสิ่งที่เรียกว่า THE SPIRIT OF THE WEST สลักตราตรึงเต็มที่ ต่างก็ทิ้งไร่หรือขายเลิกกิจการไปมากมายหันหลังให้ทั้งอุตสาหกรรมปศุสัตว์ และผืนแผ่นดินที่เคยทำไร่และเลี้ยงสัตว์ แต่นั่นก็เป็นส่วนน้อย คนที่เหลือก็พยายามปรองดองกันมากยิ่งขึ้น ขณะที่พวกโจรลักวัวต่างพากันกลับเนื้อกลับตัว ไม่นานโจรลักวัวก็ค่อยๆหมดสิ้นไป ความสงบสุขคืนสู่ดินแดนปศุสัตว์อีกครั้ง

เหตุร้ายที่ลงเอยด้วยอำนาจกระสุนปืนที่เรียนกันว่า “ศึกโจรลักวัว” หรือ “ศึกเมืองจอห์นสัน” คราวนั้น มันช่วยแยกการเมืองออกจากสังคมได้อย่างชัดเจน แรงระเบิดที่เกิดจากปัญหาโจรลักวัว โจรบางคนมองว่าเป็นการปล้น แต่คนอื่นๆอีกมากมองว่าเป็นความบ้าระห่ำของคนบางจำพวก บ้างก็ถือโอกาสแก้แค้น แต่สำหรับความเห็นของคนส่วนใหญ่เห็นว่าคือการลุกฮือขึ้นต่อต้านความรวยที่ กระจุกอยู่ในคนกลุ่มหนึ่ง อันส่งผลให้บรรลุถึงซึ่งการปฏิวัติทางสังคมและการเมืองครั้งสำคัญครั้งหนึ่ง

การปะทะกันครั้งนั้นแม้จะเกิดในไวโอมิ่งแห่งเดียว แต่รัฐอื่นๆในภาคตะวันตกได้นำไปใช้เป็นบทเรียนในการแก้ปัญหาสิ่งที่ได้คือผล ประโยชน์ส่วนรวม

นับแต่นั้นจากแม่น้ำมิสซิสซิปปีไปถึงเซียร์ร่า เนวาดา ทุ่งหญ้าที่ใชเลี้ยงสัตว์ให้ถือเป็นสมบัติส่วนรวม เรื่องของการเมืองที่เข้าไปก้าวก่ายเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ไปแล้ว ยุคหลังๆไม่ว่าผู้ใดเป็นเจ้าของไร่ใหญ่โตมีอิทธิพลสูงส่งทางการเมืองระดับ ชาติหรือท้องถิ่นต้องชนะใจได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้คนทั่วไป ไม่ว่าชาวปศุสัตว์ ชาวไร่ ชาวเมือง หรือแม้กระทั่งคนเลี้ยงแกะ

รูป กลุ่มคนที่ร่วมอยู่ในศึกเมืองจอห์นสัน / แผนที่แสดงการโอบล้อมไร่ / สมรภูมิเกิดขึ้นที่นี่ TA Rach



* invaders.JPG

* TAranch.jpg

* TA_Ranch_Stable.jpg
น้ำใจตะวันตก

หน้าประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าจิตใจความสำนึกอันเหนียวแน่นของประชาชน เพื่อสาธารณะประโยชน์อันเป็นความสำนึกแห่งความเป็นชาติอันมั่นคง จะก่อเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนผู้มีจิตใจเช่นนั้นมีความเห็นพ้องต้องกัน ไม่ว่ากิจการใดหลากหลายเพียงไหน จิตใต้สำนึกนี้จะคงอยู่ต่อได้ต้องอยู่บนพื้นฐานการสนับสนุนอย่างท้วมท้น และยืนนานต่อหลักการเช่นนั้น มันเป็นเครื่องสมัครสมานสังคมและเป็นมูลฐานการปกครอง

ก่อนถึงยุค “ตื่นทอง” ซึ่งเริ่มในปี 1848 ในบริเวณตามชายฝั่งตะวันตกของแม่น้ำมิสซิสซิปปี มีคนผิวขาวไปปักหลักอยู่กันบ้างแล้วแต่ก็มีน้อย พวกเขาไม่ย่นย่อต่อการเดินทางอันไกลแสนไกล
นอกจากนั้นยังมีคนท้องถิ่นที่อยู่กันมาแต่เดิมเป็นชุมชนเล็กๆทั้งชาวแคลิ ฟอร์เนีย ชาวสเปนที่ไปตั้งรกราในนิวเม็กซิโก มีไร่ปศุสัตว์ตั้งกระจายอยู่เป็นกลุ่มๆในถิ่นห่างไกลทางตะวันออกเฉียงใต้ของ เท็กซัส ส่วนทางตะวันตกของโอเรกอนก็มีชุมชนเล็กๆกระจายอยู่ทั่วไป มีนิคมชาวมอร์มันในยูท่าห์ และกลุ่มสุดท้ายคนที่ไปหากินแถบนั้นซึ่งเลิกราจากอาชีพจับปลาวาฬและล่องเรือ ค้าขายหนังสัตว์ไปตั้งรกราอยู่ตามชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย

คนผิวขาวที่มีจำนวนน้อยมากดังกล่าวนี้ ซึ่งต่อมาคือชาวโอเรกอน ชุมชนชาวสเปน และชาวมอร์มัน เขาอยู่และทำมาหากินกระจัดกระจายห่างกันมาก มีผลประโยชน์ต่างกันออกไป ต่างคนต่างอยู่ จึงไม่อาจก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “จิตใจความสำนึกเพื่อสาธารณะประโยชน์” ได้แม้แต่ในท้องถิ่นของตัวเอง

ชาวโอเรกอนและผู้คนที่เพิ่มมากขึ้นในภายหลัง นอกจากลูกหลานที่เป็นคนรุ่นหลังแล้วก็มีผู้คนไม่น้อยที่อพยพย้ายถิ่นฐานไป ตั้งรกรากใหม่ที่นั่นจากย่านนิวอิงแลนด์มาถึงยุคหลัง โอเรกอนกับนิวอิงแลนด์สามารถประสานหล่อหลอมเข้ากันได้ทั้งความคิดอุดมการณ์ และพฤติกรรม ส่วนพวกมอร์มันและชาวสเปนที่อยู่โดดเดี่ยวห่างไกลกันก็ค่อยๆเจริญขึ้น มีความสมบูรณ์พร้อมไปตามอัตภาพ ดังนั้นทั้งชาวโอเรกอน มอร์มัน และชุมชาวสเปน จึงมิใช่ผู้เริ่มจิตวิญญาณแห่งตะวันตก

คนกลุ่มถัดมาที่พากันบุกดินแดนตะวันตกคือพวกชาวเหมือง พวกนี้ได้ยินว่ามีใครพบแหล่งทองคำที่ไหนก็พากันแห่ไปเป็นพรวน พวกนี้แห่กันไปแคลิฟอร์เนียเป็นแห่งแรกก่อนในปี 1849 จากนั้นมุ่งสู่โคโรลาโด ปี 1851, โอเรกอน 1852, เนวาดา 1859, ไอดาโฮ 1860 มอนทาน่า 1862, ไวโอมิ่ง 1867 และดาโกต้า 1875

แต่พวกชาวเหมืองที่หวังร่ำรวยด้วยการแสวงโชคจากการขุดทองร่อนทองอยู่กัน เป็นกลุ่มเป็นก้อนในย่านเหมืองหรือสายแร่เท่านั้น และจะอพยพแห่กันไปเมื่อได้ยินว่าที่ไหนมีแหล่งแร่ใหม่ จึงมิได้สร้างสำนึกในสาธารณะประโยชน์ใดๆ

คนพวกนี้มุ่งสู่ตะวันตกพอเข้าเขตที่เรียกว่า “ชายแดน” ซึ่งอยู่เลยฝั่งมิสซิสซิปปีออกไป ก็มักมีพฤติกรรมเช่นเดียวกับพวกล่าสัตว์และบรรดาพ่อค้าที่ถือว่าตัวเองไป อยู่แผ่นดินต่างแดนอันเป็นพื้นที่ว่างเปล่าที่อาจขุดค้นพบความร่ำรวยได้ จึงจำกัดวงความคิดความอ่านไว้ที่การใช้เรี่ยวแรง ถ้าทำมาได้ก็ขนกลับบ้านที่พวกเขาเรียกว่า STATE

มีช่วงหนึ่งชาวเหมืองแห่กันไปอยู่ที่ “เยอร์บา บูนา” ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆอยู่ติดกันอ่าวที่ไม่ค่อยมีเรือมาจอด นอกจากเรือรบ นานๆทีจะมีเรือค้าขายเลียบชายฝั่งเม็กซิโกมาแวะบ้าง เมื่อชาวเหมืองยกกันไปอยู่มากๆ ทำให้กิจการค้าขายท้องถิ่นค่อยๆคึกคักขึ้นไม่กี่ปีต่อมาหมู่บ้านเล็กๆแห่ง นี้ก็มีคนพลุกพล่านและค่อยๆเจริญขึ้น บ้านช่องเดิมมีแต่กระท่อมทับก่อด้วยอิฐดินโคลน ค่อยๆเปลี่ยนเป็นตึกรามและในที่สุดก็กลายเป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งของโลกทุก วันนี้ นั่นคือ “นครซานฟรานซิสโก”

ในเมื่อสิ่งที่เรียกว่า “THE SRIRIT OF THE WEST” มิได้ก่อให้เกิดจากกลุ่มคนดังกล่าว ถ้าเช่นนั้นจะเป็นผู้ใด เพราะสิ่งนี้มันได้เกิดขึ้นและประพฤติปฏิบัติอยู่ทั่วไปก่อนบรรดาโรงงาน ผู้คนวงการอาชีพต่างๆจะเข้าไปเสียอีก เห็นจะมีคนจำพวกหนึ่งที่ยังมิได้กล่าวถึง คนพวกนี้ประกอบด้วยชาวไร่ปศุสัตว์ทั้งเจ้าของ คาวบอยลูกจ้าง ผู้ร่วมทำงานในไร่ ไม่ว่าจะเป็นคนครัว คนเลี้ยงม้า ผู้คนเหล่านี้ออกไปทำมาเลี้ยงชีพใช้ชีวิตอยู่นพื้นที่กว้างใหญ่ ได้พบเห็นความเป็นอยู่ขนบธรรมเนียมผู้คนทั่วไป ตลอดจนพรานล่าสัตว์ พ่อค้าเร่ นักบุกเบิกรุ่นก่อนๆ เป็นผู้เติมหน้าประวัติศาสตร์ในด้านการสร้างสรรค์เชื่อมโยงความรู้สึกนึกคิด เพื่อสาธารณะประโยชน์ เป็นธรรมเนียมเชิงบังคับทั้งในชีวิตความเป็นอยู่และการทำอาชีพการงาน ว่ากันว่าข้อพิสูจน์ข้อนี้ให้ดูความเป็นอยู่ของผู้คนในแดน “ตะวันตกไกล” ทุกวันนี้ที่ธรรมเนียมต่างๆครั้งกระโน้นยังยึดถือปฏิบัติกันอยู่ หรือเปิดพจนานุกรมก็จะเห็นว่าถ้อยคำสำนวนครั้งโน้นที่รุ่นนั้นใช้กันมีอยู่ ดาษดื่นแทบทั้งเล่ม

รูป คนทำเหมือง และรูป เยอร์บา บูนา ในอดีตกับปัจจุบัน


วิชาคาวบอย

“เครื่องหมายนำทาง” เป็นความรู้จากธรรมชาติที่คาวบอยต้องศึกษาเรียนรู้ มันเป็นเครื่องชี้นำทางที่คนเดินทางรุ่นก่อนๆอาจทำไว้หรือทิ้งร่องรอยไว้ มันเป็นความชำนาญของ “แมวมอง” หรือ “นักแกะรอย” ของทหารครั้งโน้นใช้ดูร่องรอยอินเดียนแดงเพื่อหาทางหนีทีไล่ และมือกฎหมายใช้ไล่ล่าคนร้าย

คาวบอยบางคนเก่งมากเรื่องการแกะรอย แต่ว่ากันว่ามีน้อยคนที่จะเก่งมีความชำนาญเหมือนนักแกะรอยอินเดียนแดง สมัยนั้นถึงกับเคยมีการเปิดสอนวิชาในโรงเรียน มีคนอินเดียนแดงผู้ชำนาญการมาคุมสอบเป็นระยะ ใครสอบตกว่ากันว่าอาจโดนถลกหนังหัว – นี่เป็นตำนานที่เล่าขานกันมา ซึ่งอาจไม่จริงก็ได้ เพราะถ้าจริงคงหาคนเรียกยาก แต่ที่เป็นความจริงแน่ๆ คือวิชาการแกะรอยของคนอเมริกันยุคบุกเบิกเลียนแบบมาจากอินเดียนแดงทั้งนั้น นำมาดัดแปลงให้ได้ประโยชน์สูงสุด คาวบอยหลายคนได้อาศัยรับจ้างทำมาหาเลี้ยงชีพไม่ต้องตรากตรำอยู่แต่กับงาน เลี้ยงวัว
อินเดียนแดงนั้นมีมากมายหลายเผ่ามีเครื่องใช้สอยเป็นเอกเทศผิดแผกแตกต่าง กันไป แม้แต่กระโจมที่พักอาศัยก็ไม่เหมือนกัน เหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งน่าสังเกตของนักแกะรอย ร่องรอยเพียงเล็กน้อย ลักษณะกระโจมแม้จะรื้อไปแล้ว นักแกะรอยจะบอกได้ว่าเป็นของเผ่าไหน มีหลักยึดประการหนึ่งที่อบรมสั่งสอนกันมาว่าเป็นสิ่งจริงแท้แน่นอนเชื่อถือ ได้สำหรับนักแกะรอยคือ สัตว์ 2 ตัว คน 2 คน ที่จะทิ้งร่องรอยเหมือนกันไว้ย่อมไม่มี

งานของแมวมองหรือนักแกะรอยยุคนั้น ถ้าไม่เป็นคนนำทางไปยังที่ใดที่หนึ่งก็เป็นการไล่ล่าคนร้าย ภาระแรกอยู่ที่ทำอย่างจึงจะปลอดภัย ไปทางไหนจึงจะถึงแน่ๆ และหลีกเลี่ยงอุปสรรคกีดขวาง แต่งานประการหลังต้องใช้ความสามารถสูง เสี่ยงอันตราย ต้องใช้ประสาทหูและตา คอยวังเกตแยกแยะรอยหักใบไม้กิ่งไม้ รอยเท้า ตลอดจนการแตกตื่นของนกกา จนถึงซุ่มเสียงต่างๆ บางทีคนร้ายก็เผยที่ซ่อนออกมาเองโดยไม่รู้ตัวจากแสงสะท้อนของโลหะในเครื่อง แต่งตัว

ดังนั้นทั้งพลเมืองดีในแถบถิ่นชุกชุมด้วยอินเดียนแดงนักล่าสัตว์ใหญ่ทั้ง พลเมืองร้ายที่หนีการไล่ล่าต้องระวังไม่พกพาอะไรที่สะท้อนแสง นอกจากสิ่งที่จำเป็นเช่นด้ามปืนหรือกระบอกปืนหรือสเปอร์ นอกนั้นแม้แต่ผ้าเช็ดหน้าสีขาวทิ้งไปได้เลย

สิ่งที่ทำให้นักแกะรอยแน่ใจที่สุดคือรอยเท้าที่ฝ่ายหนีทิ้งไว้ ถ้าได้พบสักรอยหนึ่งไม่ว่าจะเป็นรอยเต็มฝ่าเท้า รอยจิกของส้นหัวแม่เท้า จะเป็นเค้าให้ติดตามไปได้ตลอดแม้ว่าจะพบนานๆที นักแกะรอยบางคนเก่งถึงขนาดสังเกตได้แม้แต่รอยเท้าจางๆที่ก้อนหิน

ถ้านักแกะรอยรู้จักคนร้ายมาก่อนอาจจะรู้ได้จากรอยเท้า หรือรอยรองเท้าว่ารูปร่างขนาดไหน จะรู้กระทั่งขาพิการหรือไม่ เวลาเดินขาข้างพิการกดลึกกว่าอีกข้าง ฝ่าเท้าทั้งสองของบิดเฉียงผิดกับคนขาดี และระยะห่างของก้าว

ม้าถ้ามีคน ขี่มันจะไปตามทางที่คนขี่บงการ ถ้าไม่มีคนขี่มันจะเถลไถลไปตามประสาของมัน เดินๆควบๆหยุดๆ นักแกะรอยเก่งๆจะรู้จากรอยเท้าซ้ายขวาที่ขนานไปว่ามันเดินหรือวิ่งมีคนขี่ หรือไม่ บาดเจ็บหรือไม่

เมื่อปี 1894 นักแกะรอยของรัฐบาลกลางในเยลโลว์สโตนแกะรอยติดตามพรานเถื่อนที่แอบเข้ามาล่า สัตว์ ตามไปได้พักใหญ่เขาบอกกับนายทมหารที่ไปด้วยกันว่า “ไม่มีประโยชน์ มันไปลิบแล้ว ม้ามันเร็วกว่าของเรา” นั่นเป็นเพราะพบว่าหลังจากตามรอยเกือกม้าก้าวย่างสั้นๆ จนไปพบรอยห่างๆ และห่างกว่าม้าของตนมาก นักแกะรอยพูดถูก เพราะเมื่อพรานเถื่อนรายนี้ถูกจับในสองวันต่อมา บอกว่าม้าของเขาเป็นม้าแข่ง
กิ่งก้านสุมทุมพุ่มไม้ตามทางเดินในป่า ถ้าแตกหักถือเป็นร่องรอยมีค่ายิ่งของนักแกะรอย คนเก่งๆจะบอกได้ว่าเป็นฝีมืออะไรหรือใคร โดยธรรมชาติพวกสัตว์ป่าจะทำลายโดยไม่ตั้งใจนานๆทีหรือขณะมันกำลังแตกตื่น ถ้าเลี่ยงได้มันจะไม่เหยียบย่ำ อินเดียนแดงก็เช่นกันกิ่งไม้ขวางข้างหน้าจะข้ามไป มีแต่คนขาวหรือพวกสัตว์ที่จะลุยเหยียบย่ำทำลายต้นไม้ในป่า

เจมส์ บริดเจอร์ เป็นนักแกะรอยผู้เก่งกาจคนหนึ่งในยุคนั้นขี่ม้าผ่านไปเห็นขนนกอินทรีขนหนึ่ง วางอยู่ในทางเดินป่า เมื่อตรวจสอบดูก็เห็นมีแถบหนังกวางเล็กๆพันอยู่ ก็รู้ทันทีว่าหลุดมาจากเครื่องทรงพวกอินเดียนแดงออกศึก เมื่อแกะรอยไปก็พบชุมนุมกันอยู่กลุ่มใหญ่เพื่อเตรียมออกปล้น นักแกะรอยผู้ช่ำชองอีกคน เจมส์ ดูวิง ขณะกำลังเดินทางฝ่าดงสนค่อนข้างทึบ สังเกตเห็นใบไม้ใบหนึ่งยังสดอยู่ตกอยู่ที่พื้น เป็นใบแอสแพนซึ่งไม่มีในป่านี้ เขาลงจากหลังม้าด้อมๆมองๆหาสิ่งผิดสังเกต ประเดี๋ยวเดียวก็พบอินเดียนแดงนายหนึ่งแอบซึ่มอยู่กลังขอนไม้ ที่เสื้อยังมีกิ่งเล็กๆกับใบอีก 3 ใบเสียบอยู่ อีกใบหนึ่งหลุดร่วงไปเหลือแต่ก้าน แสดงว่าหมอนี่ควบม้าผ่านมาตามป่าแอสแพน

นักแกะรอยเก่งๆเมื่อไปถึงริมน้ำจะหาร่องรอยทั้งฝั่งนี้และฝั่งโน้น ถ้าไม่มีอะไรจะดูก้อนหินก้นลำธาร กิ่งไม้ใบหญ้า กระทั่งดงหญ้าตะไคร่น้ำ สีของน้ำถูกรบกวนหรือไม่ ถ้ารอยเท้าหายไปกลางป่าสิ่งแรกที่เขาจะตรวจดูคือต้นไม้ใกล้เคียง มันจะปีนขึ้นไปซ่อนตามยอดคาคบหรือไม่
อย่างไรก็ดีนักแกะรอยต่อให้เก่งแสนเก่งก็ต้องมีวันพลาด บางทีไปเจออินเดียนแดงที่จัดว่าแสนฉลาดวางแผนทางหนีทีไล่ยอกย้อนทั้งย้อนรอย และตลบหลัง ที่จัดว่าเป็นคู่ปรับของนักแกะรอยมีอยู่ 2 เผ่า คือ เผ่าอาปาเช่ และเผ่าซูส์

รูป cowboy scout / เจมส์ บริดเจอร์ /  apache scout / sioux scount


 

คาวบอยกับปืน (1)

แฟนคาวบอยในบ้านเราคงมีไม่น้อย แม่อาจจะไม่ใช่แฟนหนังประเภท western  หรือที่เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ในแถบถิ่นตะวันตกอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นหนังบู๊หรือไม่บู๊มีดวลปืนกันหรือไม่ ขอให้มีฉากขี่ม้าควบม้ายิงกันโป้งป้างแฟนหนังพวกเรามักจะเรียกหนังคาวบอย ทั้งสิ้น และดูเหมือนจะเข้าใจว่าลงได้เป็นคนเลี้ยงวัวต้อนวัวอยู่กับฝูงม้าฝูงวัวก็ เรียกเป็นพวกคาวบอยทั้งสิ้น

ความจริงในแถบถิ่นดินแดนคาวบอยนั้น “คาวบอย”-cowboy เขามิได้เรียกคาวบอยเสมอไป บางทีเรียก cowpuncher หรือ puncher – punching แต่จะเรียกอย่างไรก็ตามความหมายของมันและตัวตนจริงๆของมันคือคาวบอยคนขี่ม้า ต้อนฝูงวัวไล่ปล้ำจับม้าจับวัวมาตีตราใช้ชีวิตอยู่ในทุ่งกว้างแต่คำเรียกว่า horseboy หรือ horse puncher กลับไม่มีในวงการ

และคำเรียกขานก็มีการแบ่งแยกเหมือนกัน คาวบอยยังจะเป็นคาวบอยอยู่ได้ก็ต่อเมื่อเป็นลูกจ้างอยู่ ถ้าเลื่อนฐานะขึ้นไปเป็นเจ้าของฝูงหรือไร่ปศุสัตว์ตำแหน่งคาวบอยก็จะหมดไป เจ้าของไร่ปศุสัตว์ยังมีการเรียกขายกันอีกแบบ แล้วแต่ว่าเขาจะเรียกอะไร ถ้าเลี้ยงม้าเรียก horse man ถ้าเลี้ยงวัวเรียก cattle man หรือ cow man มีความหมายถึงคนเลี้ยงวัว แต่ horse man กลับไม่เหมือนกันพวกแรกหมายถึงคนเลี้ยงม้าส่วนพวกหลังกลับหมายถึงคนทำมาหา กินอยู่บนหลังม้า หรือชำนาญการเรื่องม้า

นี่เป็นเพียงเกร็ดเล็กๆน้อยๆของวงการคาวบอยตามภาษาของเขา ที่จริงยังมีคำเรียกขานอย่างอื่นมากกว่านี้ ในบางท้องถิ่นโดยเฉพาะพวกโอเรกอนและไวโอมิ่งล้วนแต่เป็นคำแปลงหรือเพี้ยนมา จากภาษาสเปน เช่น บาเคโร่ บักการู บัคการา บัคเคย์โร เป็นต้น แต่จะอย่างไรก็หมายถึงคาวบอยทั้งสิ้น เพราะอยู่ในแวดวงวงการเลี้ยงม้าเลี้ยงวัวทั้งเพ ยกเว้นการเลี้ยงแกะเขาไม่เรียกคาวบอยทั้งที่คนเลี้ยงแกะก็ขี่ม้าต้อนฝูงแกะ เหมือนกัน

ในยุคหนึ่งนิยายคาวบอยเป็นที่ชื่นชอบของนักอ่านจำพวกแฟนคาวบอยมากเช่นกัน พอๆกับดูหนังในนิยาย คนเขียนมักเสกสรรปั้นแต่งให้คาวบอยมีนิสัยใจคอ รูปแบบแตกต่างกันไป เพียงเพื่อความสนุกสนาน แต่รูปแบบทั้งหลายมีคุณสมบัติตรงกันอยู่ข้อหนึ่งคือ เป็นลูกผู้ชาย มีสติตื่นตัวตลอดเวลาพร้อมที่จะกระตุปืนคู่มือออกมาสับไกได้อย่างแม่นยำราว กับจับวาง แต่ในชีวิตจริงๆนั้นไม่มีหรอกคาวบอยประเภทนั้นประเภทนี้ เพราะคาวบอยก็เป็นมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดานี่เอง

บาร์ท สมิธ คาวบอยเก่าแก่ขนานแท้คนหนึ่งใช้ชีวิตตรากตรำอยู่ในท้องถิ่นตั้งแต่หนุ่มจน แก่ เขาพูดไว้ว่า “คาวบอยก็คือชาวบ้าน ชาวบ้านธรรมดานี่เอง ชาวบ้านที่ก้มหน้าก้มตาทำมาหากินอยู่ทุกวี่ทุกวัน...พวกขาโก่ง”

ในนิยาย คนเขียนทำให้คาวบอยเรียกปืนเป็นชื่อต่างๆ เช่น หกนัด, ลูกโม่หกนัด หรือเหล็กยิงได้ และพกกันเกลื่อน

ว่ากันว่าตามความเป็นจริงแล้วคาวบอยในยุคนั้นปืนที่ชอบพกกันมาส่วนใหญ่คือ ปืนพกลูกโม่ที่เรียกกันว่า “โคล์ท รีวอลเวอร์”  ขนาด .45 หรือ .44 ลำกล้องยาว 8 นิ้ว น้ำหนักราว 2 กับ 1 ปอน์ด หรือราว 1 กิโลกรัม กระสุนต่างหาก

เมื่อคำนึงถึงว่าพวกคาวบอยทั่วไปก็เป็นคนทำมาหากิน มิใช่พวกริอ่านมีสันดานเป็นโจร หรือฆาตกร ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีอยากจะพกปืนให้หนักแรงและเกะกะเกินกว่าจำเป็น บางทีไม่อยากพกด้วยซ้ำ ยกเว้นสถานการณ์จำเป็นที่เลี่ยงไม่ได้ สถานการณ์ที่ว่ามีหลายกรณีเช่น เกรงว่าจะถูกคู่อริแอบมาเล่นงานจึงต้องพกไว้ป้องกันตัว หรือคนที่อยู่ในย่านใกล้เคียงพรมแดนเม็กซิโกที่ชุมไปด้วยโจรผู้ร้าย หรือคนที่อยู่ในดงอินเดียนแดง หรือต้องอยู่เฝ้าฝูงปศุสัตว์ หรือแกรงว่าจะไปพบสัตว์ร้ายที่มารบกวนฝูงปศุสัตว์ หรือพบวัวม้าที่บากเจ็บหนักต้องยิงทิ้ง

เหตุผลอีกข้อหนึ่งคือ เมื่อได้หยุดงานได้ไปเที่ยวหาความสำราญกับเพื่อนฝูงในเมืองก็ต้องพกพาปืนคู่ ใจ นี่ก็เข้าข่ายเพื่อป้องกันตัว และการพกปืนนั้นก็ต้องให้กลมกลืนกับเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัว การอวดอำนาจสำแดงอิทธิพลคุกคามข่มขู่ฝ่ายตรงข้ามด้วยการยิงเฉียดๆทำให้ กระโดดเต้นโหยงเหยง หรือทำเกะกะระรานยิงใส่บาร์เหล้าตู้เหล้าโคมไฟ ในแดนคาวบอยแห่งความเป็นจริงนั้นไม่ค่อยมี ตรงข้ามกับที่นักเขียนนิยายได้บรรยายไว้ที่อ่านดูแล้วน่าสนุก น่าทึ่ง ทำให้คนอื่นเข้าใจว่าพวกคาวบอยช่างชักปืนเร็ว ยิงแม่นอย่างร้ายกาจ แต่ลืมไปว่านั่นเป็นจินตนาการของคนเขียนนิยายที่หวังให้ความเพลิดเพลินแก่ ผู้อ่าน

คาวบอยกับปืน (2)

ในหนังสือหรือหนังจะเห็นว่าลักษณะวิธีการพกปืนของพวกคาวบอยหรือเหล่ามือปืน มีหลายแบบ เช่นใส่ซองห้อยเผล้ที่หน้าขา บ้างก็มีสายโยงพกซุกไว้ที่อกหรือซอกแขน พระเอกหรือผู้ร้ายที่เป็นนักเลงปืนมือฉกาจสามารถชักปืนจากซองที่ห้อยอยู่ ข้างตัวแล้วยิงโดยไม่ต้องเล็งจากระดับเอวหรือบางคนเพียงกระดกซองปืนแล้วยิง ทะลุออกไปเลยอย่างที่นักแปลบางคนบรรยายว่า “ยิงจากสะโพก” ในความเป็นจริงอาจมีบ้าง

บางรายใช้ตะไบขัดถูกลไกของมันทำให้ไกและนกเบาสามารถยิงได้เร็วขึ้น มีอีกแบบถอดไกออกไปเลยแล้วง้างนกด้วยหัวแม่มือเวลายิงก็กดไกไว้แล้วปาดนก ด้วยฝ่ามืออีกข้าง บ้างก็พกสองกระบอกทั้งซ้ายและขวา บ้างก็ห้อยในซองกระบอกหนึ่งเพื่อพรางตาคู่อริ แต่ยังมีอีกกระบอกซุกไว้จะได้หยิบฉวยออกมาใช้ในยามจำเป็น

การพกปืนแบบต่างๆหรือการยิงแบบลวดลายอย่างที่ว่ามาที่จริงแล้วไม่เป็นที่ นิยมกันทั้งมือกฎหมายและโจร ในยุคนั้นคนพกปืนแบบแปลกๆอย่างนี้มีมากในคนจำพวกหนึ่งคือนักเลงปืนหน้าใหม่ พวกไก่อ่อน อ่อนหัด อยากอวดโก้ ท่ายะโส อยากดัง ทำทีว่าข้าเป็นมือปืนใหญ่เก่งฉกาจ ซึ่งจริงๆแล้วไม่มีพิษสงอะไรเลย แบบนี้พวกคาวบอยแท้หรือนักเลงปืนเขาไม่ประพฤติกัน

พวกคาวบอยโดยทั่วไปเขาจะพกปืนกระบอกเดียวไว้ทางซ้ายหรือทางขวาแล้วแต่ถนัด ซองก็ธรรมดาแต่เขาจะรอบคอบมากกับการเลือกสรร ซองต้องเป็นแบบไม่มีฝาปิด ไม่เกะกะด้วยปุ่มปม ต้องแบบชักได้ง่ายยิงได้เร็วทันใจ ที่ต้องระวังอย่างหนักหนาอีกย่างคือ เรื่องเสื้อผ้าที่อาจจะรุ่มร่ามเป็นที่เกะกะกีดขวางระหว่างมือกับด้ามปืน

เมื่อยามเผชิญหน้ากับคู่ปรับถึงคราวเป็นคราวตายคาวบอยจะไม่แตะต้องลูบคลำปืน เหมือนในนิยาย เพราะการกระทำอย่างนั้นยามหน้าสิ่วหน้าขวานเหมือนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มันผิดกาลเทศะอย่างมาก เท่ากับเป็นการยั่วยุให้ฝ่ายตรงข้ามชักปืนออกมายิงก่อน ที่สำคัญกว่านั้นคือปืนนั้นมีไว้เป็นเครื่องมือป้องกันตัวมีไว้ยิงมิใช่มี ไว้เพื่อข่มขู่ให้ใครเกรงกลัว

ถ้าปลดอาวุธศัตรูในนิยายมักจะเป็นอย่างนี้ – ถ้าไม่สั่งให้โยนปืนทิ้ง ก็ส่งปืนมาส่งทางด้ามมาก่อน อย่างนี้นักเลงรุ่นก่อนเขาไม่ทำกัน เพราะเขาย่อมรู้ดีว่าปืนที่หันด้ามมาก่อนจากมือคนอันตรายมันแสนจะอันตราย เนื่องจากนิ้วอยู่โกร่งไกปืน ถ้าเพียงตวัดปืนพลิกข้อมือนิดเดียวปากกระบอกจะหันเข้าหาคนขู่ทันที ดังนั้นวิธีการของนักเลงปืนยุคคาวบอยที่เขาจะทำคือสั่งให้โยนปืนทิ้งแล้วบอก ให้ถอยออกไปห่างๆ

เมื่อยามฉุกละหุกเขาจะยิงทันทีถ้าคิดว่าจำเป็น และโดยไม่รีรอลังเลแม้แต่น้อย เมื่อยิงมักยิงให้ตาย และยากที่นักที่กระสุนจะไปโดนคนอื่น จะได้เป็นพยานรู้เห็นว่าเขายิงเพื่อป้องกันตัวเอง ซึ่งกฎหมายเปิดทางให้

เมื่อพูดถึงการยิงแม่นเทียบกับคนทั่วไป ความแม่นปืนของคาวบอยมิได้เก่งกาจกว่าหรือด้วยกว่าเท่าใด ซึ่งอาจจะเก่งโดยสันดานหรือการฝึกซ้อมก็ตาม แต่คาวบอยเป็นพวกรู้จักใช้ปืน ซึ่งต้องใช้ด้วยความจำเป็น ตรงนี้มันช่วยเสริมความได้เปรียบไม่น้อยทีเดียว คาวบอยชอบใช้ปืนลำกล้องยาวน้ำหนักถ่วงพอดีถนัดมือ ทั้งชักเร็วและยิงแม่น ไม่ต้องส่องเล็ง

ยุคนั้นมีแต่พวกคาวบอยกับทหารที่ใช้ปืนพกแบบนี้ แต่ผิดกันที่ทหารต้องฝึกซ้อมยิงเป้าตามระเบียบข้อบังคับมีกระสุนไม่อั้นความ ตั้งใจจึงสู้พวกคาวบอยไม่ได้ เพราะกระสุนต้องควักกระเป๋าซื้อเองจึงต้องประณีตกับทุกนัดที่ลั่นออกไป และต้องขยันหมั่นเพียรซ้อมมือเสมอทั้งชักปืนได้เร็วทันอกทันใจและความแม่น

ด้วยการขยันหมั่นเพียรซ้อมมืออยู่เสมอ และด้วยปืนที่เหมาะมืออย่างนี้ เป้าวงกลมขนาด 2 นิ้ว ห่างออกไป 100 ก้าว เพียงเหลือบตามองแวบเดียวมือดีบางคนสามารถกระตุกปืนออกมาพ่นกระสุนเข้าใส่ อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

พวกคาวบอยมักถนัดยิงปืนพกมากกว่าปืนไรเฟิล ทั้งใช้บ่อยมากกว่าเพราะความมั่นใจในประสิทธิภาพไว้ใจได้ของมัน ปืนพกคู่มือคาวบอยมักเป็นด้ามไม้ธรรมดาเรียบๆไม่ถึงกับเป็นด้ามงาช้างหรือ ฝังมุก ถ้าด้ามเป็นโลหะก็มักจะเป็นสีดำหรือน้ำเงินแก่ ไม่เคลือบนิดเกิ้ลเหมือนในนิยาย

ป.ล. ยังมีต่ออีกสำหรับ ตอน "คาวบอยกับปืน" จะยาวสักหน่อย อาจจะขาดตอนในการอัพเดทไปบ้าง ขออภัยด้วยครับ

คาวบอยกับปืน (จบ)

ปืนมีติดตัวไว้ป้องกันตัว แต่บางทีอำนาจของมันสู้ท่าทีอันแข็งกร้าวเอาเรื่องของเจ้าของมิได้ สายตาอันแข็งกร้าวเย็นชาสำแดงความไม่สะทกสะท้านต่อเหตุการณ์เฉพาะหน้าโดย เฉพาะคนดังที่มีชื่อเสียงระบือลือลั่นว่าประสาทมั่นคงเป็นยอดนักเลงปืนไวและ แม่นยำ

อย่างตำนานหนึ่งในแดนคาวบอย เรื่องนี้เกิดขึ้นที่เมืองวิชิตา ฟอลล์ วันหนึ่ง จิม กรีน ได้ยินว่ามีมือปืนหลายคนคบคิดกันมาฆ่าคนกำลังสุมหัวเมาเอะอะกันอยู่ในซาลูน เขาขี่ม้าลุยประตูเข้าไปยืนม้าอยู่กลางโรงเหล้า แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบราบแต่หนักแน่นกวาดสายตาแข็งกร้าวเย็นชาไป รอบๆ “ท่านสุภาพบุรุษ เราได้ยินมาว่าทุกท่านอยากพบ อยากซัดเหล้ากับเรามิใช่รึ” มือปืนทั้งหลายปิดปากสนิทราวกับใบ้กินไม่มีใครที่จะแตะปืน เพราะรู้อยู่แก่ใจว่า จิม กรีน คนนี้มือแน่แค่ไหน แล้วยอมรับเลี้ยงเหล้าโดยดี จิม เลยไม่ต้องเปลืองกระสุน ตามกติกาตะวันตกผู้ใดเกิดความแค้นอยากเข่นฆ่าผู้ใด ถ้าได้ร่วมวงก๊งเหล้ากับผู้นั้นแล้วจะฆ่าคนผู้นั้นด้วยสาเหตุเดิมไม่ได้ แต่ถ้ายังอยากจะหาเรื่องฆ่าให้จงได้ก็จะต้องกาเรื่องตีรวนชวนทะเลาะหาเหตุ ใหม่

จิม กรีน พาตัวเสี่ยงเข้าไปในกลางวงศัตรูวันนั้น ปรากฏภายหลังว่าเขาไม่ได้พกปืน แต่ก็รอดปลอดภัย เพราะไม่มีใครกล้าหือ จากความโด่งดังในฝีมืออันลือลั่นที่สั่งสมมานานปี เพราะรู้ตัวว่าไม่ได้พกปืน จำต้องวางท่าเขื่องของผู้มีฝีมือลือลั่นเป็นการชิงความได้เปรียบไว้ก่อน นักเลงปืนฉกาจอย่างนี้แม้ว่ามีปืนก็สามารถเลี่ยงการปะทะได้ เพียงแค่ทำตัววางท่าทีไว้เชิงข่มขู่ฝ่ายตรงข้าม หรือทำเป็นวางเฉยทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เมื่อเจอคู่อริ แต่หากจำเป็นจวนตัวก็สามารถฉกยิงได้ทันทีในชั่วพริบตา

ในยุคตะวันตกแดนเถื่อนปืนคือกฎหมายตัดสินกันด้วยกระสุนมีบ่อยพกความแค้น เกิดอยากฆ่าใครสักคนหนึ่งที่คิดหมายตาไว้ทั้งยังได้ประกาศบอกกล่าวล่วงหน้า ถึงความตั้งใจ แสดงว่าข้าแน่จริง นักฆ่าจำพวกอวดตัวและตากหน้าหาเรื่องใส่ตัวทำนองนี้มักจะเที่ยวเสาะหานักเลง ปืนชื่อเด่นดัง เพื่อทดสอบลองดีอยากรู้ว่าแน่จริงหรือไม่ มากกว่าที่จะเสาะแสวงหาคนที่คิดหมายตาไว้จริงๆ แต่บางทีก็โคจรไปเจอเข้าจังๆ ถ้าเหตุการณ์แบบนี้คนแส่หาเรื่องนั่นแหละที่จะได้แผล เพราะทั้งที่รู้จักจำได้แม่นแล้วคนนี้นี่คือคนที่ต้องการตัว แต่พอเจอเข้าจังๆหน้ากลับไม่กล้าหรือไม่อาจปลุกปลอบใจขยับเขยื้อนมือได้

ปืนพกประจำตัวของพวกคาวบอยนอกจากมีไว้ประจำตัวแล้ว เสียงปึงปังของมันก็เป็นเครื่องมือแห่งการเฉลิมฉลองเมื่อมีเหตุอันควร หรือเมื่อยามนึกสนุกขึ้นมาและบางทีก็ไม่ใช่เรื่องของตัวเองสักนิด แต่เมื่อคราวต้องเฉลิมฉลองกันเขาจะยิงปืนขึ้นฟ้าหรือลงดินจะได้ไม่มีใครถูก ลูกหลง ยิงกันโป้งป้างพร้อมกับเสียงโห่ร้อง บางทียิงด้วยฤทธิ์เมาเมื่อเหล้าเข้าปากนึกครึ้มขึ้นมาก็เปรี้ยงป้างโดยเฉพาะ เวลาเข้ากลุ่มเดียวกัน เล่นเอาชาวบ้านสะดุ้งกันเป็นแถว แต่ไม่มีพิษมีภัยกับใคร เหมือนเป็นธรรมเนียม

เช้าวันหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วงที่หน้าสถานีรถไฟเกลนไดรฟ์มีคาวบอย 6-7 คนนั่งอยู่บนหลังม้าแถวหน้าสถานี มองดูผู้โดยสารลงจากรถไฟ หนึ่งในผู้โดยสารแต่งตัวท่าทางบ่งบอกว่าเป็นหนุ่มนักศึกษา เด็กหนุ่มคนนั้นเดินก้มหน้าก้มตางุดๆอยู่บนชานชาลา พักใหญ่ก็มีขบวนรถไฟมาเทียบที่สถานี มีผู้โดยสารคนหนึ่งค่อนข้างมีอายุลงมาจากรถ พอเหลือบไปเห็นเด็กหนุ่มแกก็ร้องทัก “เฮ้-จิม ยินดีด้วยนะทีมเธอชนะทีมเราขาดลอย 10 ต่อ 0 เลย...” ได้ยินดังนั้นเด็กหนุ่มก็กระโดดโลดเต้นโห่ฮิ้วส่งเสียงไปทั่ว แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักทันควันเมื่อเสียงปืนแผดสนั่นเปรี้ยงป้างมากจากทาง หน้าสถานี คาวบอยกลุ่มนั้นนั่นเองที่ชักปืนยิงขึ้นฟ้าเสียงสนั่นเป็นชุด หญิงมีอายุคนหนึ่งคงรู้สึกฉงนจนอดไม่ได้จึงเข้าไปถามคาวบอยกลุ่มนั้นทำนอง ว่ายิงปืนฉลองอะไรกันรึ คำตอบคือ “ไม่มีอะไรหรอก เห็นไอ้หนุ่มคนนั้นมันดีอกดีใจอยู่คนเดียว เราก็เลยช่วยดีใจกับมันด้วย”

ประโยชน์ของปืนไรเฟิล

ปืนไรเฟิล พวกคาวบอยไม่ค่อยนิยมพกพากัน ยกเว้นในบางกรณีเมื่อเกิดสถานการณ์จำเป็นจะต้องใช้ เช่น เมื่อเดินทางไกลไปล่าสัตว์ใหญ่ เพราะการพกกาปืนไรเฟิลไปไหนมาไหนเป็นภาระหนักและยุ่งยากไม่ใช่กับคาวบอยแต่ เป็นกับม้า ไหนจะเก้งก้าง ไหนจะหนัก เขาจะสอดมันไว้ในซองข้างอานม้า บ้างก็ห้อยไว้ที่หัวอานแต่โดยทั่วไปจะห้อยขนาบข้างตัวม้าให้พานท้ายหันไป ข้างหน้า สอดอยู่ใต้โกลนไม่ให้กระทบสีข้างม้า และเพื่อสะดวกแก่การใส่อานปลดอานทั้งไม่เกะกะคนขี่

ในช่วงต้นๆปี 1870 ปืนไรเฟิลจะยี่ห้อๆไหนก็ตามมักเรียกปืน “วินเชสเตอร์” บางทีก็เพี้ยนเป็น “วอร์สเตอร์” สั้นๆ ยกเว้นบางแบบที่ทำมาเฉพาะสำหรับล่าควายป่าก็จะเรียกว่า “ปืนล่าควาย” แต่ถ้าเรียก “ปืน” เฉยๆ จะมีความหมายเดียวคือ “ปืนพก” เท่านั้น ส่วนปืนลูกซองก็เรียกคล้ายๆบ้านเรา ที่บ้านเราเรียกว่า “ปืนดาวกระจาย” แต่ทางตะวันตกเรียกว่า “ปืนกระจาย” มีพกพากันในหมู่นักเลงปืนหน้าใหม่ นิยมกระสุนที่อัดด้วยตะปูหรือไม่ก็ลูกปราย แต่ยกเว้นชนิดลำกล้องสั้นพวก “ม้าด่วน” ที่มีภาระส่งจดหมายและข่าวสารด้วยม้าซึ่งต้องควบขับได้เร็วจะนิยมใช้ปืนชนิด นี้

ความจำเป็นอย่างหนึ่งในการใช้ปืนไรเฟิลของพวกคาวบอยคือ ตอนไล่ต้อนฝูงม้าป่า รวมทั้งม้าที่ฝึกเชื่องแล้วและยังไม่เชื่อง ซึ่งบางทีมีความจำเป็นจะต้องจัดการ “สยบ” ด้วยการยิง หรือทำให้มันเกรงกลัว แต่พวกคาวบอยจะใช้วิธีนี้เมื่อจะเป็นจริงๆเท่านั้น การสยบม้าป่าหรือม้าพยศเขาเรียกตามภาษาของเขาว่า CREASING คือ ทำให้มันพับไป นี่เป็นวิธีสยบม้าที่ได้ผล คือ ยิงให้ทะลุส่วนคอด้านบน ยิงเพียงให้ถูกแต่ไม่เป็นอันตรายต่อกระดูกอ่อนของมัน และไม่ถึงชีวิต แต่ทำให้มันสลบหรือซึมไปพักใหญ่

การปราบม้าพยศด้วยวิธีนี้ในยุคบุกเบิกตะวันตกถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องการ ปราบด้วยวิธีนี้หรือวิธีอื่นๆมันเป็นสิ่งจำเป็นของคนกลุ่มหนึ่งที่ทำมาหา เลี้ยงชีพด้วยการไล่ต้อนจับม้าป่าไปขาย

ปืนไรเฟิลนอกจากประโยชน์ด้งกล่าวแล้ว บางทีก็มีประโยชน์อีกอย่างคือ เมื่อยามต้องการขอความช่วยเหลือ เมื่อตัวเองหรือผู้อื่นประสบภัยและต้องการความช่วยเหลือ เพราะเสียงของปืนไรเฟิลมันด้งกว่าเสียงปืนพกมาก การยิงปืนบอกเหตุอันตรายและต้องการความช่วยเหลือนั้นมีธรรมเนียมอยู่ว่าให้ ยิง 3 นัด เว้นระยะห่างเท่าๆกัน และมีธรรมเนียมต่อไปที่ไม่มีอะไรมาทำลายได้คือ ผู้ใดได้ยินเสียงสัญญาณเช่นนั้นแล้วจะต้องรีบรุดไปยังต้นเสียงทันที

อาวุธคู่มือของคาวบอยนอกจากปืนแล้วยังมีชิ้นสำคัญที่แทบจะขาดเสียมิได้เลย นั่นคือ มีดและบ่วงบาศ พวกคาวบอยชอบพกมีดยาวกันมาก มีไว้ป้องกันตัวยามฉุกเฉินหรือเป็นอาวุธเสริมจากปืน มีดที่เหมาะมือสำหรับใช้เป็นอาวุธที่นิยมพกพากันมากระหว่างยุคอินเดียนแดง อาละวาดคือมีดใบยาว ถ้าอยู่ในมือคนที่หมั่นฝึกฝนจนชำนาญ จะสามารถใช้ได้คล่องแคล่ว ในระยะห่าง 30 ก้าว เขาสามารถกระตกมีดจากซองขว้างใส่เป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

ยังมีบ่วงบาศ เมื่อมันห้อยสงบนิ่งอยู่ที่ไหล่คาวบอยหรือห้อยอยู่ข้างอานม้ามันก็เชือกเส้น หนึ่งเชือกธรรมดาๆ แต่ถ้ามันอยู่ในมือคาวบอยที่ช่ำชอง มันจะดิ้นได้อย่างมีชีวิตชีวาและร้ายกาจกว่างูเสียอีก เพราะคนใช้สามารถควบคุมมันได้ดั่งใจหมาย สามารถใช้พิชิตได้ทั้งม้าทั้งวัวและคน นอกจากนั้นหากจำเป็นก็ได้อาศัยทำกั้นรั้วล้อมฝูงปศุสัตว์เป็นคอกชั่วคราว เมื่อต้อนฝูงปศุสัตว์ไปขาย


คาวบอยกับม้า

คาวบอยถ้าขี่ม้าไปไหนมาไหนคนเดียวระยะทางไกลๆ เขามักจะหาเรื่องคุยกับม้าคู่ขาของเขาไปเรื่อยๆ อย่างคาวบอยหนุ่มคนหนึ่งนาม “อัล สมิธ”  ผู้ได้ชื่อว่าเป็นนักขี่ม้าชั้นยอดคนหนึ่ง ทำงานอยู่ในไร่ “เอ็ม-เค” เมื่อครั้งเกิดติดตาต้องใจตกหลุมรักครูสาวคนหนึ่งที่บัฟฟาโลฟอร์ด เมืองข้างเคียง ด้วยหัวใจเรียกร้องต้องควบม้าไปหาแทบทุกวัน ตอนขากลับเหยาะย่างม้ามาเรื่อยๆกลางทุ่งกว้าง เขาจะเล่าเรื่องที่ได้พูดคุยกับครูสาว ความรักความคิดถึงที่เขามีต่อครูสาวให้ม้าคู่ชีพฟังตลอดทาง แต่กับเพื่อนร่วมงานเขาไม่เคยปริปากเลย จะเล่าให้ฟังก็กับแต่ม้าคู่ใจเท่านั้น

กล่าวกันว่าการทำตัวสนิทสนมพูดคุยกับม้าคู่ชีพอย่างนี้เป็นเพราะความเหงา หรือเพื่อระบายอารมณ์อย่างหนึ่งของเหล่าคาวบอย หรือบางทีเพราะเพื่อกลบเกลื่อนไม่อยากแสดงความอ่อนแอ

กับม้าคู่ชีพเจ้าของจะตั้งชื่อให้มันแล้วแต่ความพอใจว่าอยากเรียกมันว่า อย่างไร ส่วนมากไม่มีความหมายอะไร เพียงเพื่อสะดวกแก่การเรียกขายเท่านั้น ความน่ารักของม้าบางตัวถ้าใครรักม้าแล้วได้คุยกับคาวบอยเก่าในถิ่นปศุสัตว์ ฟังเขาเล่าเรื่องวีรกรรมม้าก็จะได้ยินเรื่องน่าตื่นเต้นน่าประทับใจมากมาย

บางเรื่องฟังแล้วแทบไม่น่าเชื่อ นักเขียนรู้แล้วคงไม่กล้าเอาไปเขียนเพราะเกรงว่าคนอ่านอ่านแล้วจะคิดว่าเป็น เรื่องโกหกมดเท็จปรุงแต่งขึ้นเอง อย่างเรื่องของยอดม้าตัวหนึ่ง เล่ากันว่ามันมีนิสัยขี้เล่นค่อนข้างจะทะลึ่งตึงตังด้วย แต่เมื่อถึงคราวคับขัน มันจะสะกดสันดานเดิมไว้ แล้วบุกบั่นพานายของมันไปทุกที่ ไม่ว่าจะลุยหิมะหรือฝ่าทะเลทราย มันจะลุยอย่างทรหดไม่คำนึงถึงชีวิต วันหนึ่งถึงคราวหมดเรี่ยวแรงเจียนล้มตาย มันสลัดนายบนหลังออกไปอย่างปลอดภัยโดยมิให้แผ้วพานอันตรายใดๆก่อนตัวมันเอง จะทรุดลงนอนแผ่ทำตาปริบๆ เจ้าของต้องตัดใจยิงมันทิ้งเพื่อไม่ให้มันทรมาน

หรือเจ้าตัวที่ควบหลังเปล่าตะบึงอานหลุดลุ่ยจากหลังห้อยอยู่ข้างหนึ่งและโชก ด้วยคราบเลือด แสดงว่านายของมันมีภัย มันอาจส่งเสียงร้องผงกหน้าผงกหลังเรียกร้องความสนใจจากผู้คน หากชักช้าไม่รีบไปช่วยมันอาจงับเอาใครคนใดคนหนึ่งก็ได้ คล้ายจะเตือนว่าเร็วๆหน่อยอะไรทำนองนั้น

จริงอยู่มันอาจไม่ฉลาดแสนรู้อย่างที่ว่ามาทุกตัว แต่ตัวที่แสนฉลาดแสนรู้มีอยู่แน่นอน ดังนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจเมื่อมีใครไปเห็นภาพประทับใจที่มุมใดมุมหนึ่งใน อเมริกายุคตะวันตกแดนเถื่อน อาจจะซุกอยู่กลางดงสน กลางป่าละเมาะ หรือหรือกลางป่าหุบเขา สิ่งที่ว่านั้นอาจเป็นแผ่นไม้ถากหยาบๆหรือแผ่นหิน มีตัวหนังสือโย้เย้ยุกยิก บ้างก็มีรอยไหม้ที่แสดงว่าจี้จารด้วยเหล็กเผาไฟ และบ้างก็แกะด้วยของมีคมบ้างก็สะกดอักษรผิดๆถูกๆ ปักไว้เหนือเนินดิน เหล่านั้นคือคำไว้อาลัยที่คาวบอยมีต่อม้าคู่ชีพของเขา ดังตัวอย่างนี้

JIM
A reel hors
Oct 1,82
รายนี้สะกดผิดๆถูกๆ แสดงว่ามีการศึกษาน้อย แต่ก็ยังอุตส่าห์เขียนไว้อาลัย

“I’m HERE”
The very Best of Cow Ponies,
A Gallant, Little Gentle man.
Died on this spot, Sept.3,1890.
รายนี้ชมม้าคู่ชีพเป็นยอดม้า เป็นสุภาพบุรุษตัวน้อยๆ รูปงามเจ้าชู้กรุ่มกริ่ม

“WHAT NEXT”
Born …., 1886 at ….
Died July 16,1892, near Ft, Washakie, Wyo.
He had the Body of a Horse,
The spirit of a Knight, and
The Devotion of a man
Who Erected this Stone.
รายนี้ต้องเป็นคนรักม้าคู่ชีพมาก ชมว่าร่างมันเป็นม้าหากจิตใจห้าวหาญกล้าดุจอัศวินผู้ซื้อสัตย์จงรักภักดียิ่งนัก

แม้จะรักปราณีปานใด แต่เมื่อบาดเจ็บป่วยหนักหรือล้มไม่ลุก อย่างนี้เจ้าของต้องตัดใจทำลาย ยิงทิ้งเพื่อไม่ให้มันทรมานด้วยกระสุนนัดเดียวจ่อเข้ากกหู

ป.ล. ตอนนี้ก็เป็นตอนสุดท้ายแล้วของ "ตำนานคาวบอย" ขออภัยด้วยหากบางตอนไม่มีภาพประกอบเพื่อเสริมจินตนาการ ซึ่งผมก็พยายามหาแล้วแต่หาไม่พบจริงๆ และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านมาโดยตลอดนะครับ และผมก็จะพยายามหาเรื่องราวๆที่คิดว่าน่าจะดีกับผู้ที่ชอบสไตล์คาวบอยจริงๆ มาให้อ่านกันเรื่อยๆเมื่อมีเวลาว่าง, Adios, Marlboro.



* cowboys.jpg

* cowboys_feature.jpg
 

สมาชิกเท่านั้นที่เขียนวิจารณ์เรื่องนี้ได้

Cowboy Life & Songs ยินดีต้อนรับ

NWRavatar_3Howdy!

Welcome to Cowboy Life & Songs website. We created this website to be a place for sharing of information and knowledges about old and new western life styles, philosophies, and experiences. We welcome Thais and international friends. Please enjoy your visit.

wayne300

ยินดีต้อนรับสู่ Cowboy Life and Songs, เราสร้างเว็บนี้เพื่อให้เป็นที่เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวัฒนธรรม ความคิดเห็น ปรัชญาชีวิต และประสบการณ์ ที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตแบบคาวบอยตะวันตก หรือวิถึชีวิตยุคปัจจุบันที่คล้ายกับยุคตะวันตก เพื่อให้ง่ายต่อการการอ่านและค้นหาเนื้อหาสาระ โดยใช้ระบบ Content Management System หรือ CMS ที่แตกต่างจากระบบ Webboard ทั่วไป

เราอยากให้เว็บนี้เป็นแหล่งข้อมูลสำหรับผู้รักวิถีชีวิตที่ตื่นเต้นผจญภัยแบบตะวันตก ยุคที่คาวบอย อินเดียนแดงยังใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ พึ่งพาตนเองด้วยการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ เพื่อช่วยให้คนทั่วไปได้รู้จักกับวิถีชีวิตแบบพอเพียงที่เคยมีมาแล้วในอดีต เรียนรู้ความผิดพลาดที่ความบ้าคลั่งในผลผลิตเกินพอ ได้ทำให้สังคมตะวันตกในอเมริกา กลายเป็นระบบอุตสาหกรรมที่ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สามารถนำมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับยุคอุตสาหกรรมข่าวสารในปัจจุบัน เป็นการช่วยรักษาโลกนี้ให้ยั่งยืน โดยไม่เน้นแค่ผลผลิตและเงินตราว่าเป็นสิ่งวัดคุณค่าของมนุษย์มากจนลืมอนุรักษ์โลกและสิ่งแวดล้อม

เว็บไซต์นี้มีระบบการทำงานหลักอยู่ 2 ส่วนคือ บทความ และ กระดานข่าว (Cowboy Forum) ส่วนบทความมีไว้เพื่อให้สมาชิกได้เขียนบทความที่เป็นสาระประโยชน์ค่อนข้างยาว โดยจะมีพื้นที่ให้ผู้อ่านเขียนแสดงความคิดเห็นไว้ตอนท้าย มีระบบบรรณาธิการคอยตรวจสอบบทความก่อนขึ้นเว็บเหมือนหนังสือพิมพ์ออนไลน์ ส่วนกระดานข่าว มีไว้เพื่อให้สมาชิกได้ตั้งกระทู้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้อย่างอิสระ แต่โปรดระวังให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย พ.ร.บ. ข่าวสารข้อมูลและคอมพิวเตอร์ 2550 ซึ่งสรุปได้ง่ายๆ คือ ต้องไม่ให้ร้ายป้ายสี ดูหมิ่น ทำให้ผู้อื่นเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อม

เนื้อหาในเว็บนี้ ส่วนหนึ่งคือกระทู้ที่ผมเขียนไว้ที่ www.cowboythai.com  ซึ่งบางกระทู้สูญหายไป ที่เหลือก็กระจายอยู่ในหลายบอร์ด บอร์ดเก่าปิดไม่ให้เข้าไปปรับปรุงแก้ไข(แยกเป็น 4 บอร์ดแล้วในขณะนี้) ซึ่งคงเป็นเพราะทางเว็บเน้นเรื่องการเป็นศูนย์กลางของการพบปะสังสรรค์ของชุมชนมากกว่า และก็เป็นจุดเด่นของเว็บนั้นจนทำให้เราได้รู้จักกันมากมายทั่วประเทศ  แต่ระบบเว็บบอร์ดแบบนั้น ไม่เหมาะในการเก็บรักษาบทความที่มีเนื้อหาสาระยาวๆ ที่ต้องการให้ถูกต้องแม่นยำ  ผมจึงต้องทำเว็บนี้ขึ้นมาอีกแห่งหนึ่ง หวังเพื่อช่วยเสริมในส่วนที่ขาดไปและเป็นการแยกบทความยาวๆ ไม่ให้ไปรบกวนผู้ที่ไม่ชอบอ่าน  

เหนืออื่นใดก็คือ ต้องการรวบรวมบทความด้านนี้ไว้ให้ง่ายแก่การค้นหา และทำการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้ถูกต้องและมีเนื้อหามากขึ้น ตามข้อมูลที่ถูกค้นพบเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา ไม่ใช่บทความแบบ static คือเขียนครั้งเดียวได้แค่ไนก็แค่นั้นแบบในหนังสือกระดาษที่ล้าสมัยไปแล้ว ผมต้องการให้เหมือนกับเป็นพจนานุกรม วิกกี้พิเดียภาษาไทย ทางด้านนี้ 

อย่างไรก็ตาม เราขอเชิญทุกท่านที่สนใจในแนวเดียวกัน มาช่วยกันเขียนบทความ  เขียนวิจารณ์แสดงความคิดเห็น   เพื่อช่วยกันเผยแพร่และรักษาไว้ซึ่งวิถีชิวิตที่เป็นความฝันของเรา ไม่ว่ามันจะเป็นจริงได้หรือไม่ก็ตาม  โดยท่านที่มี e-mail สามารถลงทะเบียนเป็นสมาชิกได้เลย ซึ่งท่านจะได้สิทธิเป็น "นักเขียน" ในขั้นต้นสำหรับบทความก่อน และจะมีบรรณาธิการช่วยตรวจสอบ และนำขึ้นตีพิมพ์ในเวลาไม่นาน  ส่วนกระดานข่าว สิ่งที่ท่านเขียน จะถูกตีพิมพ์ขึ้นเว็บทันทีเหมือนเว็บบอร์ดทั่วไป

เหตุจูงใจให้ผมชอบคาวบอยและอินเดียนแดง
คาวบอย และอินเดียนแดงในอดีต เป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วโลก เพราะเขามีจิตสำนึกและหลักธรรมนำชีวิตที่ดี จนมีคนรวบรวมไว้เป็นบัญญัติ 10 ประการของอินเดียนและคาวบอย ดังนี้

10Commandments

บัญญัติ 10 ประการของอินเดียนแดง
  1. จงปฎิบัติต่อโลกและทุกสิ่งที่อยู่บนโลกด้วยความเคารพ
  2. จงใกล้ชิดวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ตลอดเวลา(เทียบเท่ากับ พระเจ้า ของชนอเมริกัน พื้นเมือง)
  3. ให้ความเคารพสูงสุดต่อสิ่งมีชีวิตร่วมโลก 
  4. ร่วมกันทำงาน เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติโดยรวม
  5. ให้ความช่วยเหลือและเมตตาในทุกแห่งที่มีผู้ต้องการ
  6. ทำในสิ่งที่คุณรู้ว่าถูกต้อง
  7. ดูแลจิตใจและร่างกายให้ดีเสมอ
  8. อุทิศแบ่งปันความพยายาม เพื่อสิ่งที่ดีกว่า  
  9. จงจริงใจและซื่อสัตย์ตลอดเวลา
  10. รับผิดชอบการกระทำของตัวเองทุกประการ
บัญญัติ 10 ประการของคาวบอย
  1. คาวบอยต้องไม่ยิงก่อน ไม่ชกต่อยคนที่ตัวเล็กกว่า ไม่เอาเปรียบผู้อื่นอย่างไม่เป็นธรรม
  2. คาวบอยต้องไม่กลับคำพูด หรือทำลายความไว้วางใจที่ผู้อื่นมอบให้
  3. คาวบอยต้องรักษาสัตย์
  4. คาวบอยต้องอ่อนโยนต่อเด็ก คนแก่ และการุณต่อสัตว์ทั่วไป
  5. คาวบอยต้องไม่สนับสนุนหรือมีความคิดในการแบ่งแยกเผ่าพันธุ์หรือศาสนา
  6. คาวบอยต้องช่วยเหลือผู้ที่กำลังเดือดร้อนทุกข์ยาก
  7. คาวบอยต้องเป็นคนรับจ้างหรือคนงานที่ดี
  8. คาวบอยต้องมีความสะอาดทางความคิด คำพูด การกระทำ และนิสัยส่วนตัว
  9. คาวบอยต้องให้เกียรติ์ผู้หญิง เคารพพ่อแม่ และเคารพกฎหมาย
  10. คาวบอยต้องเป็นผู้รักชาติ
โดยนัยนี้ เว็บนี้ต้องการเผยแพร่หลักธรรมนำชีวิตที่ดีตามแนวพอเพียงแบบตะวันตก ซึ่งไม่ขัดแย้งกับคำสอนของศาสนาใดๆ รวมทั้งลักษณะของคุณธรรม น้ำมิตร ความวิริยะพากเพียร ในการต่อสู้ด้วยลำแข้งของตนเอง เพื่อดำรงชีวิตท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เลวร้าย ซึ่งเราก็ไม่อาจทราบได้ว่า จากปัญหา global warming และการทำลายธรรมชาติอย่างหนักขณะนี้ ในอนาคต สภาพแวดล้อมทั่วโลกอาจหวนกลับไปเป็นแบบดินแดนกันดารในยุคตะวันตกก็ได้
เว็บนี้ไม่หวังผลทางการค้า เราหวังเพียงเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ที่ต้องการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามในสังคม ในแนวทางผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมไทยกับตะวันตก
 

ลงชื่อเข้าใช้ระบบ (Login)

สมาชิกเท่านั้นที่มีสิทธิ์โพสต์ข้อความในกระดานสนทนา เขียนและวิจารณ์บทความ โปรดล็อกอิน ถ้าไม่ใช่สมาชิกลงทะเบียนเป็นสมาชิกได้เลยครับ เมื่อ Login ท่านจะได้รับ ReCAPTCHA Text Error. ให้ลงไปดูด้านล่าง จะมีหน้าต่างให้ป้อนตัวเลขหรือตัวหนังสือจากภาพ 2 ภาพ ให้ป้อนให้ครบทุกตัวตามรูป แล้วคลิกที่ "เข้าสู่ระบบ" เป็นระบบป้องกันการล๊อกเข้าระบบโดย robot ของพวก hacker ครับ

ขอบคุณที่แวะมาเยือน Cowboy Life & Songs ขอให้สนุกกับบรรยากาศตามแบบของคนมีใจคาวบอยใน western style ครับ

Who's Online

เรามี 148 บุคคลทั่วไป และ 1 สมาชิก ออนไลน์
  • hcreightclau

Cowboy Commics

ปืนเหนือปืน

คลิ๊กที่ภาพเพื่ออ่านได้เลยครับ

InventionOfAGunFighter-1-ss

นิยายภาพสร้างจากหนังทีวีซีรี่อเมริกันคาวบอยที่คนนิยมมากที่สุด "โบนันซ่า" ซึ่งฉายต่อเนื่องกันนานถึง 14 ปี จาก 12  ก.ย. 1959 - 16 ม.ค. 1973  นี่เป็นตอนหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นว่า ธาตุแท้ของลูกผู้ชายใจคาวบอยตัวจริง ควรเป็นอย่างไร

นี่คือเรื่องราวที่เป็นความฝันของคนรักคาวบอยจำนวนมาก ตัวละัครเอกคือคนในครอบ ครัวปศุสัตว์ "พอนเดอโรซ่า" ที่เป็นไร่ปศุสัตว์อันกว้างใหญ่ไพศาล มีทั้งทุ่งหญ้า ป่าไม้ ภูเขาและทะเลสาบ กินอาณาบริเวณประมาณ 1,000 ตารางไมล์ หรือประมาณ 2,900 ตารางกิโลเมตร (ประมาณเท่ากับจังหวัดเชีียงใหม่ทั้งจังหวัด) ซึ่ง เบ็น คาร์ตไรต์ คือผู้เข้ามาจับจองและบุกเบิกกับลูกชาย 3 คน อาชีพหลักของครอบครัวนี้คือ เลี้ยงวัวหลายหมื่นตัว และทำป่าไม้ในที่ดินของตนเอง พวกเขาคือคาวบอยตัวจริงในความฝันของคนที่ชอบหนังแนวคาวบอยจำนวนหลายล้านคนทั่วโลก  

 

การ์ตูนคาวบอย Have Gun Will Travel ตอน โจรจำเป็น

ดาวโหลด e-book เรื่อง โจรจำเป็น

******************

การ์ตูนคาวบอย Gene Autry
ตอน The Ghost Outlaws(โจรผี)

 

ดาวโหลด e-book เรื่อง โจรผี

******************

Gunsmoke ตอน ขนเหยี่ยว

ดาวน์โหลด e-book เรื่อง ขนเหยี่ยว

******************

Lawman ตอน The Deputy
(ผู้รักษากฎหมายตอนผู้ช่วยนายอำเภอ)

ดาวน์โหลด e-book เรื่อง Lawman ตอน The Deputy
(ผู้รักษากฎหมายตอนผู้ช่วยนายอำเภอ)

ดาวโหลดโปรแกรมอ่าน e-book ได้ที่นี่ http://comicrack.cyolito.com/