www.cowboylifeandsong.com

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

ตำนานคาวบอย

อีเมล พิมพ์ PDF
User Rating: / 9
แย่ดีที่สุด 

ตำนานคาวบอยนี้ ผมคัดลอกมาจากการโพสต์ของคุณ Marlboro ที่เว็บ www.gettawa.com เพื่อนำมาเก็บไว้ที่เว็บนี้ให้เป็นที่อ้างอิงของคนที่อยากรู้ที่มาที่ไปของคาวบอยในเชิงลึก ในขณะนี้ เท่าที่ทราบถือได้ว่า เป็นข้อเขียนเกี่ยวกับจุดกำเนิดและพัฒนาการของคาวบอย ที่เป็นภาษาไทยที่สมบูรณ์ที่สุดบนเว็บไซต์ - Eldorado ( อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน )

โลกรู้จักคาวบอยผ่านทางแผ่นฟิล์มของฮอลลีวู้ดตั้งแต่สมัยยังเป็นหนังเงียบ เสน่ห์ของคาวบอยอยู่ที่ความเป็นนักสู้ผู้กล้า ทั้งกับธรรมชาติที่เกรี้ยวกราดและความอยุติธรรมที่มนุษย์กดขี่กันเอง คาวบอยจึงเป็นตำนานหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา

มันเริ่มมาตั้งแต่การอพยพโยกย้ายไปปักหลักตั้งต้นชีวิตใหม่ หลีกไปให้พ้นทางจากการปกครองที่กดขี่ สู่อีกซีกโลกที่อยู่ห่างไกลโลกแห่งเสรีภาพของเสรีชน ซึ่งใฝ่ฝันการปกครองตนเอง ทว่าแผ่นดินใหม่นั้นกว้างใหญ่ไพศาลสุดจะพรรณานัก  ธรรมชาติดิบมีให้เห็นรอบด้านทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องเริ่มต้นใหม่หมด เริ่มตั้งแต่สัตว์เลี้ยงไว้ใช้งานและเพื่อบริโภค ม้าจำเป็นต้องมีไว้เพื่อการเพาะปลูกและกินเป็นอาหาร เมื่อผู้อพยพมาตั้งหลักมีมากขึ้น ม้าก็เริ่มไม่เพียงพอกับความต้องการ จึงมีการจับม้าป่ามาฝึกไว้ใช้งาน และด้วยเหตุผลเดียวกันก็มีการเพาะเลี้ยงวัวเพื่อการรองรับการบริโภคของผู้ ที่นับวันก็จะเพิ่มขึ้นทุกที


การเลี้ยงวัวในทุ่งกว้างโดยมีม้าเป็นเครื่องทุ่นแรงในการต้อนไปกินน้ำกิน หญ้าและต้อนไปขาย วัวฝูงหนึ่งๆ มีเป็นร้อยๆ ตัว  การต้อนไปขายก็ไม่ใช่วันสองวัน  แต่เป็นหลายสัปดาห์ และยิ่งฝูงใหญ่ก็ยิ่งต้องใช้คนและม้ามากตามไปด้วย คนที่กรำอยู่บนหลังม้าครึ่งค่อนวันนานนับสัปดาห์นับเดือน ฝ่าร้อน-หนาว-พายุฝน-พายุลูกเห็บ-พายุหิมะ และทรายดูด (พายุทราย)  ผจญทั้งสัตว์ แมลงมีพิษและสัตว์นักล่านานัปการ  คนพันธุ์นี้ย่อมต้องมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยพวกเขาต่างมีรูปแบบการดำเนิน ชีวิตที่เป็นวิธีของพวกเขาเอง  ตั้งแต่เสื้อผ้า เครื่องแต่งกายจากหัวจรดเท้า  ซึ่งล้วนมีประโยชน์ในการใช้สอยทั้งสิ้น  แต่เมื่อถูกนำมาปรุงแต่งสร้างเป็นหนัง  ผู้ดูที่ชื่นชอบต่างอยากเป็นคาวบอยบ้าง  แม้เพียงลอกเลียนให้ดูละม้ายคล้ายก็ยังดี

ป.ล. จากที่ถูกลบไปก็เลยมานั่งทำใหม่ กระทู้นี้คงจะเป็นกระทู้ยาวหน่อยครับ และจะคอยมาอัพเดทเรื่อยๆ


  

ต้นกำเนิดคาวบอย
ความมีชื่อเสียงของคาวบอยที่รู้จักกันดี ที่จริงแล้วการก่อกำเนิดพูดได้เต็มปากว่า  ควรเป็นหนี้บุญคุณคนเม็กซิโกที่อยู่ติดกันทางตอนใต้ลงไป  เพราะคนอเมริกันเอาอย่างมาจากแหล่งเดิมของคนเม็กซิกันที่ได้รับความรู้ถ่าย ทอดมาจากคนสเปนอีกทีหนึ่ง  คาวบอยอเมริกันเอาแบบอย่างมาแทบจะทุกอย่างตั้งแต่การทำมาหากินด้วยการปศุ สัตว์  วิธีการทำงาน  การเรียกชื่อเครื่องมือ เครื่องใช้ การแต่งตัว มีแต่ความลือลั่นของทั้งด้านดี และไม่ดีที่เคียงคู่กันมากับความเติบใหญ่ของอเมริกันเท่านั่นที่พวกเหล่า คาวบอยสร้างขึ้นมาเอง

อานม้า เครื่องม้าทั้งหลาย บ่วงบาศ สเปอร์ และเครื่องใช้พิเศษจำเพาะ ก็ไม่ได้คิดออกแบบทำเอง ล้วนแต่รับมาจากคนเม็กซิกันที่ใช้อยู่ทางตอนล่างของแม่น้ำรีโอกรังด์หลาย ชั่วคนมาแล้ว รวมไปถึงการขี่ม้าไล่ต้อนวัว การขว้างบ่วงบาศ จับม้าจับวัวมาตีตราเป็นของ “นำเข้า” มาจากเม็กซิโกทั้งสิ้น เป็นที่แน่ชัดตามประวัติศาสตร์ว่า ชาวทวีปอเมริกาดั้งเดิมเพิ่งจะพบเป็นและได้รู้จักม้าเป็นครั้งแรก ถ้าเมื่อชาวสเปนเอาเข้ามาขี่ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาหรือดินฟ้าอากาศในยุค น้ำแข็ง ว่ากันว่าทำให้ม้าพื้นเมืองยุคก่อนประวัติศาสตร์สูญพันธุ์  มีม้าและวัวเพียงไม่กี่ตัวที่มาจากยุโรป  ต่อมาก็ออกลูกหลานกระจายพันธุ์ออกไป  กระจายอยู่ทั่วไปตามทุ่งหญ้ากว้าง  เฉพาะม้าศึกและม้าใช้งานที่ทหารสเปนเข้ามาหนแรกเพียง  15  ตัว  เอกสารบางชิ้นว่า  16  ตัว  และวัวพันธุ์อันดาลูเชี่ยนเขายาวไม่กี่ตัว  มันแพร่พันธุ์เป็นล้านๆ ในช่วงเกือบ  300  ปีต่อมา

เพื่อความเข้าใจถึงความเป็นมาและการแพร่หลายของสัตว์พวกนี้  ต้องย้อนไปเมื่อปี ค.ศ.1591  คนสเปนแห่ไปตั้งรกรากที่นั้นที่ถือว่าเป็นโลกใหม่  บ้างก็อพยพย้ายถิ่นขึ้นเหนือสู่ดินแดนอเมริกา  โดยต้อนฝูงปศุสัตว์ไปด้วย  จนเวลาผ่านไปราว 300 ปี หลังจากคนพวกนี้ย้ายข้ามถิ่นแม่น้ำรีโอกรังด์ขึ้นเหนือมาตั้งรกรากในภาค ตะวันตกเฉียงใต้ของอเมริกาอันเป็นเท็กซัสทุกวันนี้

ยุคนั้นสัตว์เลี้ยวพวกนี้ไม่ค่อยมีค่า  เพราะไม่รู้จะเอาไปขายให้ใครที่ไหน  เนื่องจากไม่มีตลาด  นานๆ อาจจะมีคนมาเลือกซื้อไว้ใช้งานตัวหรือสองตัว  วัวก็เอาไปทำอาหารบ้าง  ในขณะที่ทั้งม้าและวัวแพร่ลูกหลานออกมามากมายก็เลยกระจัดกระจายในทุ่งโล่ง  เนื่องจากแตกฝูงออกไปก็เลยถูกเรียกว่าเป็นม้าป่า, วัวป่า  แต่แท้จริงแล้วมันก็คือ  ม้าเลี้ยง, วัวเลี้ยง  นั่นเอง

ม้าป่าพวกนี้แหละที่ชาวอินเดียนแดงจับมาปราบพยศใช้งานและเรียกม้าพวกนี้ว่า “อินเดียนโพนี่” หรือม้าแกลบพวกเจ้าของฝูงสัตว์ในยุคต้นๆ ได้สร้างธรรมเนียมไว้ คือ  การเฉือนหนังม้าและวัว  หรือเอาเหล็กเผาไฟจี้เป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นเจ้าของ

ตอนนั้นในช่วงที่มีความเป็นมาดังกล่าว “ตะวันตกก็ยังไม่เกิด และในแถบตะวันตกเฉียงใต้ของเท็กซัส  ส่วนมากเป็นเม็กซิกัน จนกระทั่งถึงยุค “มุ่งตะวันตก”  ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 1821 นับแต่นั้นนักบุกเบิกเริ่มทยอยเข้ามายังเท็กซัสมากขึ้น  ส่วนใหญ่มาจากทางตะวันออกถิ่นที่ไม่ค่อยมีแม่น้ำลำธารมีทั้งคนเชื้อสายสก็อต และอังกฤษ  เชื้อชาติอื่นๆ และคนอเมริกันในเขตที่ยังเป็นอาณานิคมอังกฤษ

พอไปเจอทำเลทำไร่ปศุสัตว์ก็จับจองตั้งรกราก และได้เรียนรู้วิชาต่างๆ จากคนเจ้าถิ่นไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงปศุสัตว์  การปราบม้าพยศฝึกขับรถม้า และอื่นๆ  และปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้คนเหล่านี้มากมายตั้งหลักได้คือ  เหล็กตีตราวัวและม้า  เพราะเจอม้าเจอวัวที่ไม่มีตราก็จับมาตีตราเป็นของตัวเองจนทำให้มีวัวมีม้า มากมายในปศุสัตว์ของตนเอง  แต่เมื่อมีมากก็ย่อมมีภาระมาก และจะขายตลาดก็ไกลในที่สุดก็ปล่อยเลยตามเลยด้วยความท้อแท้เป็นอย่างนี้อยู่ หลายปี  จนกระทั่งยุคตลาดซื้อขายวัวเฟื่องฟู

แดนปศุสัตว์
ราวปี 1848 มีชาวอเมริกันกลุ่มใหญ่พากันมุ่งไปแสวงโชคทางตะวันตก ผ่านอิลลินอยส์หุบเขาไอโอว่า บ้างก็ไปถึงโอไฮโอ เลยแนวแม่น้ำมิสซิสซิปปีไปเล็กน้อย เลยจากนั้นไปมีแต่พวกดักสัตว์ อินเดียนแดง พ่อค้าเร่หากินอยู่กับคนแถบนั้น และฝูงม้าป่าที่ร่อนเร่หากินเป็นฝูงขึ้นไปจากเท็กซัสซึ่งเป็นที่ถูกใจพวก อินเดียนแดงที่ชำนาญเรื่องม้า ปลายปีนั้นมีข่าวแพร่มาจากฝั่งแปซิฟิกตะวันออกว่ามีผู้พบแร่ทองคำที่ ซัตเตอร์มิลล์ทำให้พวกนักแสวงโชคแห่กันไปสู่แคลิฟอร์เนีย คนที่พากันบุกเบิกตั้งรกรากแถบตะวันตกรุ่นแรกๆเหล่านี้เมื่อไปเจอฝูงม้าป่า เข้าตำนานคาวบอยในแดนปศุสัตว์ตอนเหนือจึงเกิดขึ้น คนพวกนี้เก่งเรื่องม้าอยู่แล้ว  พอมาเจอฝูงม้าป่าก็คิดจับมาเลี้ยงฝึกให้เชื่องไว้ใช้งานหรือขาย  แล้วไร่ปศุสัตว์ทางตอนเหนือก็เริ่มเกิดค่อยๆ ขยายจนใหญ่โต

การทำไร่ปศุสัตว์แถบเหนือก็ไม่แตกต่างจากแถวตะวันออกเฉียงใต้ของเท็กซัส นัก  เนื่องจากคนรู้งานทางใต้ที่ร่อนเร่ขึ้นไปถ่ายทอดวิชาให้  วันเวลาล่วงไป  ชาวไร่ตอนเหนือและนักบุกเบิกรุ่นหลังๆ ค่อยๆ เคลื่อนย้ายไปทางตะวันตกอย่างช้าๆ ที่ช้าเพราะต้องหลีกเลี่ยง-ผลักดันอินเดียนแดง  และไม่ให้ไกลจากตลาดข้างหลังมากนัก  จนกระทั่งราวปี 1860  ก็มิได้เคลื่อนย้ายคืบหน้าไปอีก

ในเนบราสกา  ซึ่งมีไร่ปศุสัตว์กระจายอยู่ก่อนก็ค่อยๆ ขยายไปทางตะวันตกเช่นกัน  ตามเส้นทางที่เรียกว่า “โอเวอร์แลนด์เทรล” อยู่ห่างจากแม้น้ำมิสซิสซิปปี้ไปทางตะวันตกราว 150 ไมล์ ลึกเข้าไปทางตะวันตกจากไร่ปศุสัตว์เหล่านี้ไปตามเส้นทางโอเวอร์แลนด์เทรล  ยังมีไร่ปศุสัตว์ของนักบุกเบิกใจกล้าอยู่บ้าง  พวกนี้เป็นพวกไม่กลัวอินเดียนแดง  เลี้ยงวัวขายเนื้อให้แก่คนโดยสารรถม้าที่ผ่านไป-มา  ข่าวคราวใดๆ ที่คนเหล่านี้รับรู้จากคนภายนอกต้องอาศัยจากแผ่นป้ายแจ้งข่าวที่นายไปรษณีย์ ตามสถานีรถม้าต่างๆ รายทาง  เช่น  จุลส์เบิร์ก, เด็นเวอร์, ไชแอน, เวอร์จิเนีย  ติดบอกไว้เป็นครั้งคราว  เช่น  “วันนี้ไม่มีถุงเมลล์จากตะวันออก”  นั่นแสดงว่ารถส่งข่าวถูกโจมตีจากเหล่าอินเดียนแดง  และถ้ามีใครผ่านจุดตรงที่ถูกโจมตีก็จะมีการเขียนชื่อคนตาย  วันเดือนปีที่เกิดเหตุ และระบุว่าถูกอินเดียนแดงฆ่า เป็นบรรทัดสุดท้าย

บางไร่โชคดีที่อยู่ใกล้สถานีรถม้า ข่าวคราวจากโลกภายนอกรับฟังได้ง่ายจากผู้คนที่มุ่งหน้าไปตะวันตก  สถานีรถม้าโดยสารในยุคนั่นตั้งอยู่ห่างกัน 10-15 ไมล์  ทุกสถานีจะเตรียมม้าสำรองไว้ให้รถทุกคันที่แวะจอด  สายดังสายหนึ่งคือ “โพนีเอ็กซเพรส” แล่นจากเมืองเซนต์โจในมิสซูรี่ไปยังเมือง ซิคราเมนโต ในแคลิฟอร์เนีย

ตามเส้นทางโอเวอร์แลนด์เทรลนี่เองที่ชาวปศุสัตว์ทางตอนเหนืออพยพคืบหน้าสู่ บริเวณที่เรียกว่า “แดนปศุสัตว์” ตกถึงปี 1860  มีมากมายที่หยุดตั้งรกรากอยู่แถบริมทางมาถึงช่วงนี้เข้ายุคเริ่มการก่อสร้าง ทางรถไฟ  แม้จะมีอุปสรรคสงครามกลางเมืองทางรถไฟก็รุดหน้าเริ่มต้นไปเรื่อยๆ สู่แคนซัสและข้ามความกว้างของเนบราสกาไปถึงไวโอมิ่งในปี 1867 อีกสองปีต่อมาก็ทอดความยาวเชื่อมความกว้างของประเทศได้ตลอด  การรังควานจากอินเดียนแดงแทบไม่มีเพราะถูกรัฐบาลปราบต้อนไปอยู่ในนิคม  แม้จะมีบ้างก็น้อยและบางจุดและหมดไปในปี 1867 เมื่อหมดปัญหาอินเดียนแดงชาวไร่ปศุสัตว์ลืมตาอ้าปากได้   เนื่องจากการต้อนฝูงสัตว์ไปขายก็สะดวกขึ้นและยังมีรถไฟอำนวยความสะดวกเมื่อ ต้องไปขายไกลๆ อีกด้วย  การต้อนฝูงวัวขึ้นเหนือจากเท็กซัสนี้เริ่มตั้งแต่ปี 1866

หญ้าฟรีน้ำฟรี
ที่ดินส่วนหนึ่งในรัฐเท็กซัสทางรัฐได้สงวนไว้ให้เป็นที่ตั้งหน่วยทหาร  นอกนั้นอีกส่วนหนึ่งทั้งในเท็กซัสและรัฐอื่นๆ ได้รับอนุมัติจากรัฐนั้นๆ และรัฐบาลกลางให้ใช้ประโยชน์เพื่อการรถไป และยังมีอีกส่วนที่กั้นไว้ให้เป็นที่สงวนสำหรับอินเดียนแดง

ผืนแผ่นดินกว้างใหญ่อุดมด้วยทุ่งหญ้าทั้งในเท็กซัสและเลยพรมแดนออกไปในรัฐ อื่นๆ แม้เป็นที่สาธารณะก็ไม่ตัดสิทธิ์คนที่จะเข้าไปถือครองเป็นเจ้าของโดยเป็น เรื่องของรัฐที่จะพิจารณา  นอกนั้นเป็นเรื่องของรัฐบาลกลาง  ส่วนที่เหลือจากการจับจองให้ถือเป็นที่ “ว่าง” ของรัฐให้เป็นที่ดิน “เปิด”  เป็นที่ “สาธารณะ” ใครๆย่อมใช้ประโยชน์ได้ “หญ้าฟรี  น้ำฟรี” หรือเรียกว่า “ทุ่งหญ้าเปิด” ใครๆ ที่จะทำไร่เลี้ยงปศุสัตว์ในแถบถิ่นตะวันตกต้องพิถีพิถันในการเลือกทำเล คือ ต้องมีสิ่งกำบังภัยธรรมชาติ และมีแหล่งน้ำหญ้าที่อุดมสมบูรณ์

เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย “ทุ่งหญ้าเปิด” และ “หญ้าฟรีน้ำฟรี” จึงมีข้อห้ามผู้ใดทำรั้วปิดกั้น  ยกเว้นเขตที่ดินของผู้มีกรรมสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย  แต่ภายหลังเมื่อถึงยุคที่มีผู้คนอพยพย้ายถิ่นนักบุกเบิกอีกรุ่นได้รับการส่ง เสริมจากรัฐบาลให้สิทธิ์จับจองที่ดิน  กฎหมายห้ามและธรรมเนียมที่ว่าด้วยการล้อมรั้วไม่มีแล้ว และกลับส่งเสริมด้วยซ้ำ  เลยกลายเป็นศึก “รั้วลวดหนาม” ย่อยๆถึงเลือดถึงเนื้อกันพักหนึ่ง

ศึกทุ่งปศุสัตว์
เนื่องจากผู้คนย้ายถิ่นอพยพไปหาที่ลงรกรากทางตะวันตกมากขึ้นรัฐบาลจึงได้ เปิดทุ่งกว้างทั่วไปจัดสรรให้คนเหล่านี้จับจองทำมาหาเลี้ยงชีพ  ทำให้คนพวกนี้มีที่ดินเป็นของตัวเองมีการล้อมรั่วที่ใครที่มัน แต่ไหนแต่ไรมาทุ่งกว้างเป็นทุ่งเปิด ใครจะต้อนฝูงไปทางไหนก็สะดวกไม่มีอะไรกีดขวาง  แต่ตอนนี้ไม่สะดวกแล้วแหล่งน้ำแหล่งหญ้าต้องอ้อมไปไกล  เพราะถูกกั้นด้วยรั้วลวดหนาม  ความไม่พอใจขัดใจคุกกรุ่นขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นความโกรธและเริ่มมีการต่อต้าน  ตัด-พังรั้วลวดหนาม  จนเกิดการปะทะกันบ่อยๆ มีการใช้ปืนถึงเลือดถึงชีวิต

การปะทะกันของชาวทุ่งปศุสัตว์เกิดขึ้นหนักในช่วงประมาณปี 1887  จนหลายรัฐต้องส่งทหารเข้าแทรกแซง  ความขัดแย้งถึงกับปะทะถึงเลือดถึงเนื้อ ความขัดแย้งถึงกับปะทะกันถึงเลือดถึงเนื้อระหว่างชาวลูกทุ่งปศุสัตว์กับชาว ไร่หนนั้นยังไม่รุนแรงเท่าเมื่อครั้งชาวไร่ปศุสัตว์ปะทะกันเองเมื่อปี 1892 ในรัฐไวโอมิ่งเรียกกันว่า RUSTLE WAR เหตุเกิดจากปัญหาอาชญากรรมที่เกิดตามมาจากคนหมู่มากตามยุคสมัย คือพวกโจรขโมยม้า-วัว  ถึงกับบาดเจ็บล้มตายกันหลายคน  พวกคาวบอยเข้าร่วมสมทบกับเขาด้วยมากมาย  ทั้งช่วยเพื่อนพ้องและเพื่อตัวเอง  จนรัฐบาลต้องส่งทหารม้ามาหย่าศึก   เหตุการณ์ทั้งสองครั้งนี้ทำให้เหล่า คาวบอยพากันลงจากหลังม้ามากมาย  โดยเฉพาะครั้งหลังต่างพากันลงจากหลังม้าแทบตลอดกาล

คาวบอยเท็กซัส
คนอเมริกันยุคนี้มีมากมายที่คิดว่าคาวบอยในชีวิตจริงอาจจะโลดโผนน้อยกว่าใน นิยายหรือภาพยนตร์  ไม่ว่าจะเรื่องความเป็นอยู่  การทำงานประจำวันทำงานเหงื่อโทรมกายท่ามกลางแสดแดดร้อนตับแล่บ 110 องศาในแอริโซนาหรือหนาวเย็นเสียดกระดูกลบ 40 องศาในมอนทานา

ถึงอย่างไรก็ดี  ตามตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมากับความเป็นจริงที่ประจักษ์มีหลักฐานเป็น เอกสารมากมาย  ความเพ้อฝันจินตนาการอาจมีเกินเลยไปบ้าง ยุคสมัยของตำนานคาวบอยว่าด้วยการต้อนฝูงวัวไปกันเป็นร้อยเป็นพัน  ฝ่าความทุรกันดารไปไกลเป็นอยู่ช่วงเวลาราว 1 ชั่วคนเท่านั้น  คือ  จากปีที่สิ้นสุดสงครามกลางเมือง  เพื่อเปิดตลาดเนื้อวัวทางภาคตะวันออก  เมื่อมีทางรถไฟวางไปถึงแคนซัส  จนถึงกลางทศวรรษ 1880   เมื่อพื้นที่ดินกว้างใหญ่รัฐบาลเปิดให้คนอพยพย้ายถิ่นได้ตั้งหลักแหล่งมี ที่ทำกินมีรั้วลวดหนามกั้น เป็นอันสิ้นสุดการเลี้ยงวัวเลี้ยงม้าแบบปล่อยทุ่ง

ข้อมูลจากประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกาเริ่มมีการสร้างทางรถไฟกันก่อนปี 1855 แล้ว  เพราะในปีนั้นวันที่ 21 เมษายน มีรถไฟขบวนแรกแล่นข้ามแม่น้ำมิสซิสซิปปี้  ที่ย่านเมืองร็อคไอส์แลนด์  รัฐฮิลลินอยส์  เชื่อมกับฟากตรงข้ามที่ย่านเมื่อง ดาเวนพอร์ท  รัฐไอโอวา ส่วนทางรถไฟข้ามทวีปจากตะวันออกไปสู่ตะวันตก  สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 1869 ในวันที่ 10 พฤษภาคม  มีการตอกหมูดทองไว้ที่เมืองโพรมอนทอรี่  รัฐยูทาห์  เป็นที่หมายว่าที่นี่คือ  สถานีชุมทางรถไฟสายเซ็นทรับแปซิฟิกและยูเนี่ยนแปซิฟิก  ที่แล่นข้ามประเทศ

ต้นกำเนิดคาวบอยจริงๆ มิได้เกิดขึ้นในสมัยการต้อนวัว ซึ่งตามหลักฐานที่ได้ระบุว่าจำนวนคาวบอยที่ต้อนวัวขึ้นเหนือมีไม่เกิน 4 หมื่นคน ต้นกำเนิดคาวบอยอเมริกันจริงๆ นั้น เกิดในเท็กซัสเป็นจุดแรกในช่วงปีทศวรรษ 1850 เมื่อนักบุกเบิกรุ่นแรกๆ บางคนจับวัวที่เร่หากินเป็นฝูงๆ มาเลี้ยงและฆ่าเอาเนื้อป้อนตลาด  แต่ต้องผิดหวัง เพราะตลาดไม่ค่อยมี   ถึงอย่างไรก็ดี ว่ากันว่าถ้าไม่มีวัวพวก “ลองฮอร์น”  พวกคาวบอยก็คงไม่ได้เกิดเช่นเดียวกันกับตำนานการต้อนวัวตลอดจนเพลงคาวบอยที่ เขาร้องกล่อมวัวตอนกลางคืน

“ลองฮอร์น”  เท็กซัสทั้งน่าดูและน่ากลัว  ตัวใหญ่ทึบ เขายาวแผ่กางออก ปลายเขาแหลมราว 6 ฟุต  ตัวที่เคยทำประวัติการณ์ไว้คือเขายาว 8 ฟุต  จัดว่าเป็นวัวที่ดุร้ายชนิดหนึ่ง คนเท็กซัสทั้งคนพื้นเมืองและอพยพย้ายถิ่น  แต่ไหนแต่ไรมาในเท็กซัสไม่เคยมีใครเลี้ยงวัวกันเป็นฝูงจำนวนมากๆ ทั้งไม่รู้จักการเลี้ยงการต้อนบนหลังม้า จนกระทั่งได้ที่พึ่งพาอาศัยเพื่อนบ้านเป็นครูทั้งเม็กซิกัน  ที่ถูกสเปนปกครองจนพูดภาษาสเปนหมดแล้ว  พวกนี้เป็นเผ่าพันธุ์เดียวในยุคนั้นก็ว่าได้ที่เป็นนักเลงม้าอาชีพเขาเรียก ตัวเองว่า “วาคีโรส์” จากความช่ำชองของคนอเมริกันทำให้คาวบอยเท็กซัสได้เรียนรู้วิธีควบม้าฝ่าเข้า ในฝูงวัว  เรียนรู้วิธีขว้างบ่วงบาศจับวัว

คำภาษาสเปนที่คนเม็กซิกันใช้กันอยู่ในวงการปศุสัตว์พวกคาวบอยก็เอามาใช้มากมายหลายคำ  เช่น
วาคีโรส์      เพี้ยนเป็น   บัดทรู
แรนโช       เพี้ยนเป็น   แรนช์
กางเกงหนังชั้นนอกคาวบอยเม็กซิกันเรียก  ซาปาเรโฮส    เพี้ยนเป็น  แช็ปส์
เชือกบ่วงบาศ   ลาลีอาดา    กลายเป็น  ลาเรียต
บรองโคบาโย  (ม้าพยศ)  กลายเป็น  บรองค์

สำหรับเหล่าคาวบอยว่ากันว่าไม่มีอะไรท้าทายและหนักหนาสาหัสเท่ากับภาระ  งานการต้อนฝูงวัวไปไกลๆ มันเหมือนการผจญภัยครั้งใหญ่ฝูงวัวเป็นร้อยเป็นพัน  เดินทางไกลกว่า 1,000-2,000 ไมล์  มีความอันตรายความลำบากมากมาย  ค่าแรงก็ได้คนละ 25-30 ดอลลาห์ต่อเดือน พอจะมีตัวอย่างให้เห็นถึงภาระหนักหนาสาหัส และความยากลำบากของคาวบอยรายหนึ่งนาม  เบย์ลิส  เพลทเชอร์  เขียนเล่าไว้ในสมุดบันทึกประจำวันเมื่อคราวต้อนวัวหนแรก  มีฝูงวัวราว 2,500 ตัวจากเมือง  คอร์พุสตีไปด็อดจ์ซิตี้ตามเส้นทาง “ชิสโฮลัม เทรล” ในบันทึกเล่าว่าความยุ่งยากวุ่นวายเกิดขึ้นในวันที่สองขณะต้อนวัวผ่านเมือง เล็กๆ เมืองหนึ่ง  วัวเกิดวิ่งเตลิดเหตุเพราะหญิงชราคนหนึ่งถอดหมวกผ้าสีแดงโบกไล่วัวมิให้เข้า ไปย่ำแปลงกุหลาบของแก่ “...เจ้าพวกนั้นมันทำตามคำแนะนำของแกอย่างเอาจริงเอาจัง…”  คาวบอยหนุ่มเขียนไว้อย่างนั้น  มันวิ่งพล่านไปทั้งเมือง  กว่าจะต้อนรวมฝูงได้ก็เหงื่อโทรมเสียเวลาไปชั่วโมงกว่า แล้วอีก 2-3 คืนต่อมามีโจรลักวัวเข้ามาขณะนอนพักแรม มันพากันวิ่งเตลิดราวกับพายุ  นายกองหรือหัวหน้าคุมฝูงต้องระดมกำลังคาวบอยทุกคนไม่เว้น  แม้แต่คนครัว  ออกติดตามกันทั้งคืน จนรุ่งเช้ายังไม่พบกว่าร้อยตัว

คาวบอยทุกคนรู้กันดี ว่าถ้ามีอะไรทำให้มันแตกตื่นวิ่งกันอีกหนหนึ่งละก็มันจะเกิดขึ้นให้เหนื่อย เหงื่อตกไม่วันนี้ก็วันพรุ่ง  เฟลทเชอร์เล่าว่า  คืนหนึ่ง  “สวรรค์เปิด”  ฝนเทลงมามีลูกเห็บขนาดเท่าไข่นกกระทา  ฝูงวัวแตกตื่นวิ่งเตลิด  บางทีอยู่ดีๆ มันก็เพริดทั้งที่ไม่มีเหตุอะไร  คนซวยก็พวกคาวบอยต้อนวัวตามเคย วัวแต่ละฝูงจะมีจำนวนแตกต่างกันไม่ตามขนาดของไร่  ถ้าเป็นจำนวนมากฝูงใหญ่ก็จะมีคาวบอยต้อนวัว  8-12  คนอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาและการสั่งการของ “นายกอง”  ผู้เป็นหัวหน้าคุมฝูง  คนนี้เงินเดือนจะแพงที่สุดไม่ต่ำกว่า  125  ดอลลาร์  ยุคนั้นใครได้เงินเดือนขนาดนี้จัดว่ายอดแล้ว  และคนนี้ต้องเป็นคนมีความเก่งกล้าสามารถพอตัว  พอที่จะทำให้คาวบอยลูกเมื่อยำเกรงในฝีมือ และเวลาเรียกขานเขาใช้คำยกย่องว่า “MISTER”

งานชิ้นแรกของคาวบอยที่ผ่านการเลือกเฟ้นแล้วคือ  การไล่จับวัวมาตีตรา  เนื่องจากวัวเป็นพันๆ ที่หากินอยู่ในทุ่งกว้างอาจมีวัวที่ตีตรารูปแบบต่างๆ ปนอยู่หลายเจ้าของ  เมื่อถึงคราวต้องต้อนไปขายเดินทางไกลจำเป็นต้องตีตราใหม่เหมือนกัน  เพราะวัวที่ต้อนไปขายมิใช่มีเพียงฝูงเดียว  แต่ละเส้นทางอาจมีเป็นสิบๆ ร้อยๆ เจ้าระหว่างทางอาจจะปนเปกันหรือวิ่งเตลิดเข้าไปในฝูงอื่น

การไล่ต้อนแยกวัวของตนออกจากฝูงอื่น  ไล่ต้อนเข้าซองจัดการตีตราและต้องรีบเร่งให้ทันกำหนดเดินทาง  เรียกว่า “ROAD-BRANDING” พอได้เวลาเคลื่อนขบวนซึ่งต้องออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่จัดแจงต้อนฝูงวัวกับ ม้าสำรองเข้ารูปขบวน  การต้อนวัวไปทางไกลเขาเรียก “LONG DRIVER” คนร่วมขบวนเรียก “TRIAL DRIVER” พวกคาวบอยจะขี่ม้าขนาบสองข้าง  ตามหลังกันห่างพอสมควร  คอยระวังมิให้ขบวนแตก  ตัวนายกองจะขี่ม้าล่วงหน้าไปก่อนเพื่อเสาะหาทุ่งหญ้าและแหล่งน้ำถัดมาข้าง หลังราว 100 ตัว เป็นผู้มีประสบการณ์ต้อนวัวที่สุด 2 คนนี้ คือคนนำทางมีหน้าที่นำไปทางสะดวกและไม่หลงทาง  นอกนั้นยังมีอีก 2-3 คน มีหน้าที่คอยไล่ต้อนวัวดื้อให้เข้ากลุ่ม  คนที่แย่ที่สุดคือคนระวังหลังอย่างน้อย 2-3 คน  ซึ่งต้องคอยจัดการกับวัวเจ็บ และวัวดื้อ  วัวขี้เกียจให้เข้ากลุ่มและที่แย่ที่สุดคือต้องกินฝุ่นทั้งวัน  จนพวกคาวบอยด้วยกันนินทาว่าถ้าใครอยากเรียนรู้หรือฟังคำสบถคำเด็ดๆ ต้องฟังจากพวกนี้ ห่างจากขบวนฝูงวัวไปเล็กน้อยคือ ฝูงม้าสำรอง  ที่มีคาวบอย 2-3 คนคุมอยู่  กลางวันต้อนขนานไปกับฝูงวัวกลางคืน  ก็ดูแลให้กินหญ้ากินน้ำ

ภาระของคาวบอยแม้จะแสนหนักหนาสาหัสก็ต้องทนนี้เป็นข้อความของคาวบอย นามว่า  จอร์  ดัฟฟิลด์  เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 1866 “...เกวียนของเราพลิกคว่ำตอนลุยข้ามแม่น้ำ  เครื่องครัวหายไปหลายชิ้น  ต้องแกร่วอยู่บนหลังม้าทั้งคืน  ฝนตกหนักทั้งคืน  มีดก็หาย ในนี้เพื่อนคนหนึ่ง (มิสเตอร์คาร์)  จมน้ำตาย  อีกหลายคนรอดตายหวุดหวิด  รวมทั้งผมด้วย  หลายคนป่วยม้าตื่นแตกฝูง  หลายคนไม่ยอมทำอะไรเพราะทำไม่ไหว  เป็นคืนแสนสาหัสนักไม่มีอะไรใส่ท้องเป็นเวลาราว 60 ชั่วโมงแล้ว  แสนเหนื่อย  พวกอินเดียนแดงกวนใจมาก  โอ...มันเป็นค่ำคืนที่สาหัสอะไรอย่างนี้  ฟ้าร้อง  ฟ้าผ่าทั้งคืน – เราตามฝูงวัวไปทั้งคืน  ปล่อยให้มันเดินไปเรื่อยๆ ทั้งวัน  เราะช่วยกันฉุดขึ้น  จากหล่มโคลน   เหนื่อยยากกันร่วมครึ่งวัน- วันๆ ช่างร้ายกาจอะไรเช่นนี้  วันนี้พอมีกินมีแต่ขนมปังกับกาแฟ  เราหยิบยื่นแบ่งกันกินบ่นกันไป  สบถกันไป  อะไรๆมันชุ่มโชกไปหมด  หนาวสั่นท้อแท้-  หลังแข็งตึงเปรี้ยะจนเป็นไข้ปวดหัวแทบแตก  แมลงวันชุมไม่เคยพบเห็นที่ไหน  อากาศร้อนเหลือร้าย – วันนี้พวกอินเดียนแดงแห่กันมากวนใจอีกแล้ว – พวกเราคนหนึ่งล้มนอนแซ่วเพราะเมา  อีกคนเป็นไข้ - วันนี้พบโครงกระดูกโครงหนึ่งกลางทุ่งหญ้า...”

ป.ล. ขออนุญาตพักการอัพเดท 4 วัน (อยู่กทม.2วัน และปากช่อง2วัน) โปรดติดตามตอนต่อไปได้ในวันที่ 28/07/53 ขอบคุณที่ติดตามอ่านครับ,Adios.


  

 

ขบวนต้อนวัว
พอไปถึงจุดหมายปลายทางนั่นแหละค่อยหายเหนื่อยเละได้รับทรัพย์  ตอนนั้นขายวัวกันตามน้ำหนักแล้วไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ขายเป็นรายหัว  การเดินทางจึงไม่จำเป็นต้องเร่งรีบจะได้กินหญ้าเต็มอิ่มและพักสบาย  เรียกว่าขุนไปตลอดทางยิ่งอ้วนเท่าไหร่น้ำหนักยิ่งดี แต่ช่วง 2-3 วันแรก  นายกองต้องสั่งการให้ไปไวๆ เพื่อให้วัวมันพ้นๆ ไปจากถิ่นฐานเดิมโดยเร็วที่สุด  เพราะพอถูกต้อนออกจากถิ่นที่เคยอยู่ทำให้มันสับสน  มันก็มักจะคิดถึงบ้านเหมือนคนดีไม่ดีเกิดดื้อไม่ยอมไป  พากันแตกฝูงตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง  วิ่งกันพล่านและกลับบ้านท่าเดียว

ความมุ่งหมายของนายกองที่สั่งให้ไปไวๆ ในช่วง 2-3 วันแรกคือ  ไล่ต้อนให้มันวิ่งกันจนเหนื่อย  พอตกค่ำมันจะได้นอนพักง่ายๆ  แล้วก็ลุกขึ้นเดินทางต่อแต่ไก่โห่ขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ ผ่านทุ่งหญ้าให้มันเดินกินตามสบาย  กว่าจะเที่ยงก็ไม่ได้อย่างน้อย 5-6 ไมล์แล้ว  ก่อนเที่ยงหัวหน้าฝูงจะควบม้าลิ่วๆ ล่วงหน้าไปก่อน  มองหาทุ่งหญ้ามีน้ำดี  สำหรับมื้อกลางวันของมันให้กินกันอิ่มหมีพีมัน ช่วงที่น่าตื่นเต้นระทึกไปตามๆ กัน คือ ตอนที่ผ่านเข้าเขตอินเดียนแดงต้องพยายามต้อนวัวไปกันอย่างสงบเสงี่ยม  บางทีเจ้าของถิ่นจะแห่กันมาเรียกร้องค่าผ่านทาง  การเจรจาต่อรองเป็นเรื่องของนายกอง  จนกว่าแกจะชูสองแขนขึ้นกางออกเฉียงๆ เป็นภาษาสากลมีความหมายว่าให้คัดไปได้เลยหนึ่งตัว

พอตกเย็นเมื่อดวงตะวันใกล้จะลับเหลี่ยมเขาจวนจะได้เวลาพักแรม  นายกองก็มีภาระต้องหาที่ทางตามเคย  แล้วนายกองจะเอาหมวกโบกเหนือหัวช้าๆ เป็นสัญญาณสั่งให้ต้อนวัวออกนอกแนวทางไปยังที่นอนพักแรมคืนที่แกได้เลือกไว้ แล้ว  ถ้ามันอิ่มหมีพีมันดีก็จะทยอยกันล้มตัวลงนอนทีละตัวสองตัว  การจัดที่ทางให้มันนอนก็ค่อนข้างจะเป็นงานจุกจิก และมีหลักเกณฑ์ของพวกคาวบอยต้อนวัวพอสมควร  ต้องพยายามอย่าให้มันนอนชิดกัน และอย่าให้กระจัดกระจายกันมากนัก  เขาจะใช้ประตักทิ่มๆดันๆ ให้มันเปลี่ยนที่นอน

คาวบอยทุกคนต้องมีหน้าที่เข้ากะอยู่เวรยามกลางคืน  ยกเว้นพวกคนครัวและคนดูแลม้า  เข้ากะละ 2 คน  ประจำจุดตรงข้ามกันห่างจากที่มันนอนอย่างน้อย 40-50 ก้าว  จะได้ไม่ทำเสียงรบกวนเวลาพักผ่อนของมันแล้วยังต้องร้องเพลงขับกล่อมมันด้วย  เขาว่ากันว่าเสียงเพลงขับกล่อมจะทำให้มันหลับง่ายหลับสบาย คนที่มีหน้าที่ต้องอยู่เวรยามต้องรู้หน้าที่ตัวเองดี  น้อยคนที่จะตื่นไม่ทัน  เวลานอนเขาจะนอนเอาหูแนบพื้นจะได้ยินเสียงฝีเท้าม้าของคนที่อยู่ยามกะก่อน เมื่อผละจากฝูง

กล่าวถึงลำนำคาวบอยสักนิด  ลำนำคาวบอยกล่อมวัวส่วนมากไม่มีเนื้อทำนองอะไรก็ได้  เป็นเพียงทำนองวังเวง เสียงทุ้มๆ ทอดเสียงช้าๆ ส่วนลำนำแก้เหงาของคาวบอยต้อนวัวแตกต่างออกไป  มักต้นกลอนสดบรรยายถึงความละเหี่ยเศร้าสร้อย  ความยากลำบากของชีวิตคาวบอย  พอดันเนื้อไม่ออกก็มักจะกระทุ้งด้วยสร้อยอย่างเพลงหนึ่งที่ชอบร้องกันและจำ ต่อเนื่องกันมาคือเพลง  “The Old Chisholm Trail” มีเนื้อร้องดังนี้  บางทีใช้กล่อมวัวพอได้
I’m up in the mornin’ afore daylight
And afore I sleep the moon shine bright.
Come a ki-yi-yippe yay…
No chaps and no slicker and it’s pouring down rain
And I swear, by God, that I’ll never ride again.
Come a ki-yi-yippe yay…
I went to the boss to draw my roll.
He had it figured out I was nine dollars in the hole.
Come a ki-yi-yippe yay…
I’ll sell my horse and I’ll sell my saddle,
You can go to hell with your longhorn cattle.
Come a ki-yi-yippe yay…

ฤดูรวมฝูง
ก่อนจะถึงฤดูกาลต้อนวัวไปตลาดก็ต้องไล่ต้อนวัวมารวมฝูงตีตรากันก่อน ตอนนี้พวกความบอยว่ากันว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุด การไล่ต้อนวัวมารวมฝูงก่อนไปตลาดปีหนึ่งทำกัน 2 ครั้ง ในหน้าฤดูใบไม้ผลิและหน้าใบไม้ร่วง แต่หน้าใบไม้ผลิเป็นรายการใหญ่และสำคัญกว่า

เนื่องจากตลอดหน้าหนาววัวที่ตีตราไว้แล้ว แล้วแต่ว่าวัวของใครของใครของมัน เขาปล่อยให้มันเที่ยวหากินกันตามสบายในท้องทุ่งกว้างจนปนเปกันไปหมด เมื่อถึงคราวต้องใช้ประโยชน์ก็ต้องไล่ต้อนกลับมาคัดแยกของใครของมันดูจากที่ ตีตราเอาไว้เดิม เจ้าลูกแหง่ที่เพิ่งออกมาชมโลก พวกนี้ไม่มีปัญหาว่าของใคร เพราะมันตามแม่แจอยู่แล้ว การไล่ต้อนคัดแยกวัวของใครของมันแต่ละทีเป็นงานใหญ่ ทั้งเหนื่อยและยุ่งยาก ไปกันทีไม่ใช่เจ้าเดียวแต่เขาจะนัดกันไปพร้อมกัน บางทีถึง 20-30 เจ้า ทุกเจ้าก็มีลูกมือคาวบอยแห่กันไปตั้งค่ายพักแรมอยู่รวมกัน ถึงหน้ากวาดต้อนวัวแต่ละทีจะมีคาวบอยไปชุมนุมกัน 200-300 คน ม้าเป็นฝูงทั้งขี่ทั้งใช้บรรทุกของสัมภาระ อาจจะ 100-200 ตัว

สำหรับกับ เหล่าคาวบอย เทศกาลต้อนวัวอย่างนี้เสมือนกับการชุมนุมสังสรรค์ เสวนาครั้งใหญ่ประจำปี แบบนานๆคนรู้จักมักคุ้นได้เจอหน้ากันที เพื่อนๆสนิทชิดชอบกัน บางคนไม่ได้พบกันเป็นปีหรือหลายปี ต่างได้ทักทายรื้อฟื้นความหลังกันโขมงโฉงเฉง คาวบอยเก่าบางคนโอบไหล่ทักทายคาวบอยหน้าใหม่ เป็นการทอดไมตรี หรือต้อนรับเข้าสู่วงการพวกก้นด้านขาถ่าง

กว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจกันหลายวัน ระหว่างนั้นจะเอาแต่ไล่ต้อนปลุกปล้ำกับวัวแล้วก็กินๆนอนๆคงเบื่อตาย จึงต้องมีอะไรเพลินๆแก้เซ็งบ้าง ดังนั้นทุกนัดเขาจะมีการประกวดขว้างบ่วงบาศจับวัว กลางคืนก็ตั้งวงล้อมรอบกองไฟ เล่านิทานเรื่องขำขัน หรือใครนิยมวงไพ่ก็ว่ากันไป
รุ่งเช้าทุกคนจะแยกย้ายกันไปอาจต้องขี่ม้าไปเป็นไมล์หรือหลายไมล์จนถึงจุด ตั้งวงโอบล้อม โดยเอาค่ายพักแรมเป็นศูนย์กลาง จากนั้นกระจายกันออกไปค่อยๆต้อนโอบล้อมเข้ามาช่วยกันต้อนไปยังจุดรวมฝูง ตัวที่เหลือดื้อเตลิดอยู่รอบนอกก็เป็นภาระคนที่ไปตามไล่ต้อนเข้ามา จากนั้นก็มาคัดแยกของใครของมันเอาไปรวมไว้เป็นเจ้าๆให้เป็นหน้าที่ของคนที่ ตีตราที่สุมไฟเผาเหล็กรออยู่แล้ว ตัวโตๆก็ไม่ยาก เพียงต้อนเข้าซองจี้เหล็กแดงให้ ที่ลำบากหน่อยก็มีแต่เจ้าลูกแหง่ต้องให้มือปราบบางบาศก์จับเรียงตัวเข้าตี ตรา

คนตีตราข้างกองไฟจะจับหัวลูกแหง่เชิดบิดเบาๆให้มันล้ม ช่วยกันจับตีนไว้แล้วตีตรา ซึ่งไม่ถึงกับเผาไฟจนแดง เพียงให้ร้อนจัดจี้ใส่เผาไหม้ขนและหนัง แค่นี้ยังไม่พอตัวที่ต้องเดินทางไกลยังต้องทำเครื่องหมายเสริมอีกด้วย อาจจะเฉือนหูเสี้ยวหนึ่งเพื่อสะดวกแก่การสังเกต
การคัดแยกวัวออกจากฝูง เช่นนี้มิใช่มีแต่ในฤดูกาลก่อนจะต้อนวัวเดินทางไกลๆสู่ตลาดเท่านั้น ยังมีการทำกันเป็นครั้งคราว เช่นเมื่อต้องการต้อนวัวไปใช้ประโยชน์ คัดขายเป็นรายหัวผู้เอาไปทำสเต็กหรือบาร์บีคิว หรือแยกวัวที่ป่วยออกจากฝูง

เลส มัวร์ คาวบอยต้อนวัวชาวเท็กซัสเขียนเล่าไว้ถึงเรื่องราวการต้อนวัวเมื่อเขายังเป็น เด็กอายุ 14 ว่า “ครั้งนั้น เราไม่เรียกว่าการกวาดต้อนวัว แต่เราเรียกว่า “ล่าวัว”  ตอนเด็กๆผมเคยร่วมขบวนไปกับเขาหนหนึ่ง ไปช่วยกันหาวัวของพ่อที่ปล่อยไว้ตั้งแต่ก่อนสงครามกลางเมือง เราไม่มีเกวียนทุกคนต้องเอาของใช้ อาหารใส่ย่ามมัดกับตอนหลังอานม้า ย่ามใส่ของนั่นก็คือถุงผ้าที่เย็นปลายทั้งสองข้างติดกันปากถุงอยู่ตรงกลาง ผมเองมีหน้าที่ต้องดูแลย่าม ม้าของผมมีถ้วยดีบุกเล็กๆร้อยเชือกห้อยคอ พอหัวหน้าไม่ได้ยินเสียงกุ๊งกิ๊ง แกก็จะรีบควบม้าเข้ามาปลุกผมทุกที ตอนกลางคืน ผมจะหากิ่งไม้หรือต้นข้าวโพดมัดทำคบไฟให้เขาเล่นโป๊กเกอร์กัน ได้ค่าคบไฟคืนละ 25 เซ็นต์

 

ยุคทองคาวบอย
มีผู้พบทองคำหนแรกในแคลิฟอร์เนียในวันที่ 24 มกราคม ปี 1848 ก่อให้เกิดการตื่นทองกันใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์อเมริกา ปีถัดมาพวกนักแสวงโชคตื่นทองก่อให้เกิดยุคสมัยที่เรียกว่า “ยุคตื่นทอง” แห่กันไปแคลิฟอร์เนียราว 8 หมื่นคน มุ่งตายเอาดาบหน้าหวังร่ำรวย พวกนี้เองก่อให้เกิดตลาดเนื้อวัวในย่านนั้นและค่อยๆขยายขนาดใหญ่ขึ้น เพราะผู้คนนักแสวงโชคอพยพย้ายถิ่นไปตั้งรกรากใหม่พากันไปเรื่อยๆทุกปีเป็น เวลาหลายปีโดยเฉพาะพวกนักขุดทองที่มักเรียกตัวเองว่าพวกเหมือง แล้วคนเท็กซัสเมื่อทราบข่าวคราวการร่ำรวยของคนเหมือง ในขณะที่ตนร่ำรวยวัวแต่ไม่มีที่ขาย เริ่มหลับตามองเห็นตลาดที่ระบายเนื้อวัว

แต่ว่านั่นก็เป็นแค่ฝันหวานหรือฝันกลางวัน เพราะการเดินทางจากเท็กซัสไปซัคราเมโต้ ในแคลิฟอร์เนียมิใช่ใกล้ๆ ต้องฝ่าอันตรายและความยากลำบาก ก็มีเหมือนกันที่มียอมเสี่ยงดวง มีชาวปศุสัตว์เท็กซัสหลายคนเคยต้อนวัวไปขายที่นั่น แต่ก็มีเพยง 2-3 คนเท่านั้นที่พอจะทำกำไรได้จัดว่าพอจะเป็นกอบเป็นกำ คนเหล่านี้มีความอุตสาหะฝ่าฟันไปล้วนต้องทรหดอดทน ข้ามทะเลทรายอันกว้างใหญ่กว่าจะพ้นก็ทิ้งซากวัวไว้เป็นสิบๆร้อยๆตามรายทาง

ที่ตลาดใหญ่นิวยอร์กก็มีคนเสี่ยงดวงไปเหมือนกัน แต่รายที่อุตสาหะบุกบั่นไปจนได้และเป็นที่เกรียวกราวในหน้าหนังสือพิมพ์ และเป็นที่เล่าลือกันกว้างขวางคือ มาโลน กับ พอยทิ่ง การต้อนวัวไปหนนั้นของสองเกลอไม่ได้ไล่ต้อนไปตลอดทาง ซึ่งพวกเขามีวัวประมาณ 800 ตัว ตัดเส้นทางจากเท็กซัสขึ้นเหนือผ่านแคนซัส ลัดเข้าอินเดียน่า ตรงไปเมืองมุนซี ต้อนขึ้นรถไฟไปลงที่นิวยอร์ก จากนั้นต้อนผ่านกลางเมืองไปตามถนนสาย 3 ไปยังตลาดซื้อขายที่ถนน 24

คนนิวยอร์กไม่เคยเห็นตัวอะไรที่ดูทะมึนใหญ่โตมีเขาน่ากลัว “ลองฮอร์น”  วัวเขายาวจากเท็กซัส เห็นเป็นตัวประหลาดแห่กันไปดูคับคั่งสองฝากถนน ไอ้พวกเขายาวก็ไม่เคยพบเห็นผู้คนมากมายพลุกพล่าน เดินตามถนนเดี๋ยวเดียวมันก็ตื่นแตกฝูงวิ่งกันพล่านชนข้าวของริมถนนพังวินาศ สันตะโร ผู้คนหนีหายกันอุตลุด ไม่กี่วันต่อมาหนังสือพิมพ์ที่นั่นเขียนว่าเนื้อวัวจากเท็กซัสเหนียวไปหน่อย แต่ว่ามันทำเงินให้เจ้าของที่อุตส่าห์ดั้นด้นไป ถึงตัวละ 80 ดอลล่าห์

หลัง จากนั้นไม่นานก็ถึงยุคการต้อนวัวไปขายไกลๆ ไปกันฝูงหนึ่งเป็นร้อยๆพันๆตัว ฝูงแรกๆออกจากเท็กซัสในปี 1866 หลังจากชาวปศุสัตว์รู้มาว่าทางรถไฟสายพุ่งมาทางตะวันตกสายหนึ่งได้วางรางถึง เซลาเดียในรัฐมิสซูรี่แล้ว นั่นเป็นข่าวดี เพราะจากจุดนี้ขาจะต้อนวัวขึ้นรถไฟเอาไปขายที่ตลาดชิคาโกก็ได้ จะเลยไปนิวยอร์กเลยก็ได้

ดังนั้นพอย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิปีนั้นจึงเต็มไปด้วยความชุลมุนของเหล่าชาวปศุ สัตว์ ต่างยกขบวนคาวบอยออกทุ่งจัดการต้อนวัวที่ปล่อยไว้มาตีตรา และหาคนเตรียมออกเดินทาง ในฤดูเดียวกันนั้นมีหลักฐานระบุว่าการต้อนวัวออกเดินทางที่เรียกว่า “ลองไดร์ฟ” มุ่งขึ้นเหนือมีประมาณ 260,000 ตัวไปตามเส้นทาง “ชอว์นี่” ผ่านดัลลัสข้ามเขตอินเดียนแดงเข้าตะวันออกเฉียงใต้ของแคนซัส

เพื่อคุ้มครองวัวในท้องถิ่นให้พ้นจากเห็บที่ติดมากับลองฮอร์นจากเท็กซัส ทั้งแคนซัสและมิสซูรี่ได้ออกกฎหมายกักด่านตรวจโรคสัตว์ห้ามวัวจากเท็กซัสที่ ไม่ผ่านด่านตรวจโรคเข้ามาในช่วงฤดูร้อน แต่คนเท็กซัสติดอยู่กับความคิดที่ว่าวัวมีความทนทานต่อความหนาวเย็นในแคนซัส ได้ ดังนั้นการที่จะต้อนวัวไปให้ตลอดรอดฝั่งได้ต้องไปหน้าร้อนเท่านั้น จึงมีผู้แอบต้อนอยู่เสมอก็เลยโดนชาวปศุสัตว์แคนซัสต่อต้านด้วยปืน ที่ร้ายกว่านั้นมีโจรที่เรียกตัวเองว่า “เจย์วอร์คเกอร์” ดักปล้นววัวจากเท็กซัสบางทีก็จับหัวหน้าหรือลูกมือไปซ้อม

นายกองหัวหน้าฝูงคนหนึ่งชื่อ จิม ดาฟเฮอร์ธี พาฝูงวัวผ่านแคนซัสถูกโจรเจย์วอร์คเกอร์ดักปล้นฆ่าคนต้อนวัวตายไปหนึ่งคน จิมเองถูกจับมัดกับต้นไม้กับต้นไม้ถูกโบยจนต้องยอมต้อนวัวกลับเท็กซัส

ภัยก่อกวนจากโจรผู้ร้ายทำให้คนที่คิดจะต้อนวัวขึ้นเหนือผ่านไปทางนั้นต้อง คิดกันหลายตลบ แต่ก็ไม่ถึงกับสิ้นหวังเพราะมี “ม้าขาว” เข้ามาช่วย เขาชื่อ โจเซฟ จี แมคคอย คนผู้นี้เป็นที่แซ่ซ้องในวงการปศุสัตว์ในฐานะเป็นผู้ก่อตั้งตลาดปศุสัตว์ ใหญ่ที่สุดในยุคนั้น ขาได้ติดต่อเร่งรัดให้บริษัทการทางรถไฟสายแคนซัสแปซิฟิกกำหนดอัตราพิเศษค่า บรรทุกวัวจากแคนซัสไปชิคาโก ส่วนจุดเอาวัวขึ้นรถไฟเลือกเอาสถานีอาบีลีน ที่นี่เขาลงทุนซื้อที่ดินใกล้สถานีเพื่อทำโกดังขนถ่ายสินค้า ทำคอกวัว และช่องต้อนวัวขึ้นรถไฟ ซื้อโรงแรมแห่งหนึ่งเพื่อพวกต้อนวัวจะได้มีที่พักหลับนอน และเขาส่งลูกน้องไปเท็กซัสประกาศบอกเรื่องราวความพร้อมที่อาบีลีน แล้ววันหนึ่งเขาได้ทำเรื่องเกรียวกราวที่สุดโดยเอาลองฮอร์นตัวหนึ่งน้ำหนัก ราว 2,300 ปอนด์ ขึ้นรถไฟไปกับคณะละครเร่ที่แสดงเรื่องตำนานตะวันตกกับวัวอีกจำนวนราวร้อยตัว ส่วงขึ้นรถไฟไปชิคาโก ข้างตู้ติดโปสเตอร์ผืนใหญ่มีข้อความว่า “อาบีลีน,แคนซัส ตลาดวัวเท็กซัส” รถไฟขบวนนี้ไม่ว่าจะแวะจอดที่ใดก็มีผู้คนแห่ไปมุงดูของแปลกตา นับแต่นั้นมาอาบีลีนก็กลายเป็นที่ชุมนุมของบรรดาพ่อค้าซื้อขายวัว ทำให้วัวเท็กซัสซื้อง่ายขายคล่อง เส้นทางต้อนวัวจากเท็กซัสไปอาบีลีนขณะนั้นเรียกว่า “เส้นทางชิสโฮล์ม” เป็นเส้นทางต้อนวัวที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดทางตะวันตกในยุคนั้น.

รูปของ Joseph G Mccoy

 

เมืองคาวบอย

อาบีลีนเป็นชุมชนเล็กๆ อาคารบ้านช่องนับได้ไม่กี่หลัง ไม่เชิงจะเรียกว่าเป็นเมืองนัก แต่สำหรับกับเหล่าคาวบอยที่บุกบั่นความลำบากรอนแรมนานวัน เมื่อได้เหยียบย่างเข้าไปในเมืองทุกคนต่างรู้ตัวดีว่าต้องการอะไรมากที่สุด ถ้าใคร คิดว่าจะมีอะไรเสียอีกนอกจากเหล้ากับผู้หญิงนั่นคิดผิดซะแล้ว สิ่งแรกที่ทุกคนปรารถนามากที่สุดคือ การได้ตัดผม โกนหนวดโกนเครา อาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเป็นชุดสะอาดสะอ้าน แล้วหาอะไรอร่อยๆกิน แล้วเปลี่ยนชุดอีกทีที่คิดว่าโก้หรูสุด จากนั้นก็มองหาที่ทางตักตวงความสุขสำราญ เพราะเหล้ากับงานต้อนวัวเข้ากันไม่ได้ จึงมีกฎเข้มงวดในแดนปศุสัตว์ว่าเวลาต้อนวัวห้ามพกเหล้าเด็ดขาด ดังนั้นเมื่อถึงจุดหมายปลายทาง เข้าเมืองเมื่อใดพวกต้อนวัวจึงซดกันชนิดแทบจะกอดขวดเลยทีเดียว เขาเรียกพวกนี้ว่า “bottle fever”

แต่ใช่ว่าจะได้พักผ่อนหาความสำราญกันทุกคน บางคนต้องอยู่โยงเฝ้าวัวจนกว่าจะขายเปลี่ยนมือไปแล้ว ยิ่งบางรายไปถึงล้าหลังกว่าฝูงอื่นเขาจะต้องหยุดอยู่ห่างจากเมืองออกไป 5-6 ไมล์ พวกนี้ก็ได้แต่นั่งจับเจ่าอยู่บนหลังม้าจนกว่าพรรคพวกจะมาเปลี่ยนกะ
หัวหน้าฝูงย่อมรู้ว่าในเมืองที่น่าสนุกนั้นมันเป็นสวรรค์ของนักพนัน นักเลงปืน และผู้หญิง ดังนั้นต้องชะลอใจลูกน้องไว้บ้างโดยจ่ายค่าแรงล่วงหน้ากะพอให้สนุกได้เพียง ชั่วคืน

ดังกล่าวแล้วว่าอาบีลนเป็นเมืองเล็ก แต่ระหว่างฤดูการต้อนวัวจากเดือน พ.ค.-ก.ย. จะคลาคล่ำไปด้วยพวกคาวบอย พ่อค้าวัว-ม้า ธุรกิจขึ้นหน้าขึ้นตาที่นี่คือสถานบันเทิง ในช่วงนี้จะแน่นขนัดไปด้วยลูกค้า ซึ่งเป็นที่เปรมปรีด์ของเจ้าของสถานบริการ

ในเดือนเมษายนปี 1871 ผู้คนในเมืองนี้มีไม่เกิน 500 คน แต่อีก 3-4 เดือนต่อมาเมื่อกิจการปศุสัตว์เฟื่องฟู ผู้คนเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นกว่า 7 พันคน ว่ากันว่าโรงเหล้ามักจะมีโต๊ะพนันให้ฟันกำไรกันอื้อซ่า รถไฟแต่ละขบวนแน่นไปด้วยพวกผู้หญิงที่มุ่งหน้ามาทำมาหากิน ที่ขาดเสียไม่ได้คือเซลล์ขายเหล้า มีโรงเหล้าถึง 20 โรง ที่โอ่อ่าที่สุดลูกค้าแน่นทุกวันคือ ร้าน “อลาโม่” ร้านนี้เปิดโต้รุ่ง มีบาร์เทนเดอร์เข้าเวรเป็นกะหมุ่นเวียนกันเป็นชุดๆละ 12 คน มีดนตรีระดับวงออเคสตร้าให้ความบันเทิงถึง 3 วง

เหล่านักพนันมืออาชีพมักหลอกล่อพวกคาวบอยเข้าร่วมวงได้ทุกวัน แล้วพวกคาวบอยก็เป็นฝ่ายหมดเนื้อหมดตัว ความเอะอะวุ่นวายเป็นอยู่แทบทั้งวันทั้งคืน มียิงกันดวลกันไม่เว้นแต่ละวัน จนชาวเมืองผู้รักสงบทนไม่ไหว และชาวแคนซัสไม่สบอารมณ์ขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งมีกฎหมายของรัฐฉบับหนึ่งผ่านสภานิติบัญญัติออกมา มีบทบัญญัติห้ามรถไฟรับ-ส่งวัวที่สถานีเมืองนี้อีก ทำให้ตลาดซื้อขายวัวต้องย้ายไปสถานีอื่น แรกทีเดียวย้ายไปที่เมืองเฮย์ ที่อยู่ถัดไป หลังจากนั้นก็ย้ายไปอีก ไปยังเมืองอื่นทางตะวันตกเรื่อยๆ เช่น เอลส์เวิร์ธ,นิวตัน,วิชิต้า และดอจ์ดซิตี้ เมื่อย้ายสถานีขนส่งวัวไปที่ใดฝูงวัวก็ต้องต้อนย้ายตามไป นั่นทำให้เมืองเหล่านี้ครึกครื้นไปทุกแห่ง.

รูปเมืองอาบีลีน และร้านเหล้า alamo ในปัจจุบัน   ป.ล. ช่วงนี้งานยุ่ง อาจจะอัพเดทช้าหน่อยนะครับ


 

คาวบอยกับรั้วลวดหนาม
เมื่อคราวมีกฎหมายด่านตรวจโรคของรัฐแคนซัสและมิซูรี่ ห้ามผ่านเขตแดนของรัฐพวกต้อนวัวจำเป็นต้องเสาะหาเส้นทางใหม่บุกบั่นฟันฝ่า ขึ้นไปเพื่อมุ่งไปยังสถานีรถไฟ

ยังมีเส้นทางหนึ่งเรียกว่า “กู๊ดไนท์เลิฟวิ่ง” จากเท็กซัสต้องไปทางตะวันตกเข้าเขตเม็กซิโกวกขึ้นเหนืออ้อมเฉียดแคนซัสวก เข้าโคโรลาโด มุ่งขึ้นเหนือเข้าไวโอมิ่ง เลยขึ้นไปมอนทาน่าไปสุดที่ไมล์ซิตี้ ก่อนนี้ไม่มีใครคิดถึงลแจะเชื่อว่าเส้นทางนี้ตัดผ่านทุ่งหญ้ากว้างใหญ่เวิ้ง ว้าง จะมีค่าอะไรต่อชาวปศุสัตว์โดยเฉพาะในหน้าหนาวพายุหิมะรุนแรง วัวมันจะทนไม่ได้ ใครต้อนฝูงวัวไปตามเส้นทางนี้เขาคิดว่าคงจะมีแต่คนบ้าเท่านั้น

แล้วอยู่ๆได้เกิดเหตุไม่น่าเชื่อ เมื่อมีเกวียนเล่มหนึ่งใช้วัวลาก 2 ตัวบรรทุกสินค้าจากแคนซัสไปร็อคกี้ไปได้ไม่ไกลก็เจอหิมะตกหนัก ต้องจอดเกวียนแอบไว้แล้วปล่อยวัวไป ถึงฤดูใบไม้ผลิเขากลับไปพร้อมกับวัวตัวใหม่เพื่อจะใช้ลากเกวียนเดินทางต่อ แทนที่วัวที่ปล่อยไป แต่ที่ไหนได้พอไปถึงก็เห็นมันเที่ยวและเล็มหญ้าอย่างสบายอารมณ์

นี่เป็นข้อพิสูจน์ว่าวัวมันอยู่ได้ในแถบถิ่นหนาวเย็นกลางทุ่งราบทางเหนือ ดังนั้นเมื่อมีทางรถไฟข้ามทวีปวางไปถึงที่นั่นอีก 2 ปีต่อมาชาวปศุสัตว์จึงเป็นขบวนแรกที่ต้อนวัวไปสู่แผ่นดินทองทางภาคเหนือ โดยผ่านไปทางเส้นทางใหม่ แต่การต้อนวัวเป็นฝูงขึ้นเหนืออย่างนี้เป็นอยู่ระยะหนึ่งเท่านั้น ราว 20 ปีทางเหนือค่อยๆกลายเป็น “แดนปศุสัตว์” เข้มข้นขึ้นทุกที

ความอุดมด้วยวัวทางตอนเหนือ ทำให้การต้อนวัวจากทางใต้ขึ้นไปค่อยๆลดลงจนหมดสิ้นไปในที่สุด เมื่อถึงยุคที่รัฐบาลเปิดทุ่งกว้างให้ผู้คนเข้าไปจับจองตั้งรกรากมีที่ดินทำ กิน พวกนี้เรียกตัวเองว่า “ชาวไร่” แม้ว่าจะเลี้ยงสัตว์ด้วย แต่เลี้ยงในขอบเขตที่ดินของตัวเองที่กั้นรั้วรอบขอบชิด เป็นจุดสิ้นสุดของยุคการเลี้ยงวัวเร่ร่อนปล่อยทุ่ง หรือต้อนฝูงวัวไปไกลๆ และเป็นการสิ้นสุดของยุคทองคาวบอย

การเลี้ยงวัวปล่อยทุ่งหมดยุคแล้ว เปลี่ยนเป็นเลี้ยงในไร่ นี่คือที่มาของรั้วลวดหนาม กลางทุ่งหญ้าที่เคยเป็นหญ้าฟรีน้ำฟรี เจ้าของที่ดินก็จะกั้นขบเขตทำรั้วลวดหนามถ้ามีแม่น้ำลำธารผ่านก็ลงทุนทำ กังหันลมชักน้ำเข้ามาใช้ ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไพศาลที่ชาวปศุสัตว์เคยได้อาศัยปล่อยวัวเที่ยวหากินตาม ประสาเป็นอันสิ้นสุดลง จะต้อนวัวไปไกลๆก็ยากเพราะมีรั้วลวดหนามผุดขึ้นมาขวางกั้นทั่วไป

พวกคาวบอยเหงามือไปตามๆกันต่างแยกย้ายกันไป บ้างไปหากินต่างถิ่นที่พอจะมีงานถนัดให้ทำบ้าง หรือไปหากินทำงานตามโรงงานหรือท่าเรือ แต่ก็มีอีกมากที่ทำงานอยู่ถิ่นเดิม ทำงานที่ตนถนัดอยู่ตามไร่ปศุสัตว์ และมีหน้าที่เพิ่มขึ้นนอกจากการเลี้ยงวัว เช่นงานปักเสารั้วลวดหนาม ทั้งต้องคอยดูแลซ่อมแซมให้แข็งแรงอยู่เสมอ

แต่ละไร่กว้างใหญ่ที่เป็นพันๆเอเคอร์ก็มีงานพวกคาวบอยยามยากบางคนต้องออกไป ทำงานไกลๆเป็นเดือนๆก็มี ดูแลทุกอย่างตามสายงาน เช่น สายรั้ว สายกังหัน สายวัว หลับนอนในกระท่อมปลายไร่บนเตียงพื้นลวดตาข่าย มีโต๊ะไม้ตัวหนึ่ง เก้าอี้มีพนักตัวหนึ่งก็พอ ในครัวมีเตาไม้ฟืนข้างฝาอาจมีย่ามใส่อะไรต่ออะไร ที่ขาดมิได้คือย่ามใส่เกลือกระปุกไม้ใส่เครื่องมือเอาอาหารเข้าปาก ขวดเบียร์เปล่ามีไว้คลึงนาบแป้งทำขนมปัง

รั้วลวดหนามนั้นมันเป็นลวดเหล็ก เป็นสายล่อฟ้าอย่างดี เวลาฝนตกหรือเกิดพายุ บางทีถูกฟ้าผ่าราบเป็นแถบๆบางก็ต้องเหนื่อย เพราะแรงน้ำเซาะทำให้ดินเป็นร่องวัวอาจลอดออกไปได้ หรือมันทะเลาะชนกันทำเอารั้วหรือเสาล้มก็มี เครื่องมือคนงานสายนี้เป็นสิ่งที่คาวบอยยุคนั้นไม่รู้จัก เช่น คีม กรรไกรตัดลวด แต่งานนี้คนชอบก็มีถมไป คนอย่างนี้เป็นประเภทชอบทำงานคนเดียวเงียบๆ รักธรรมชาติ มีม้าเป็นเพื่อนคู่ชีพ

การที่จะทำรั้วยาวเหยียดกั้นรอบบริเวณไร่กว้างใหญ่ไม่ว่าจะเป็นไร่เล็กใหญ่ ยุคนั้นเป็นที่ยากที่สุดที่ใครจะคาดคิดว่าจะทำกันได้ เพราะไม้หายาก ถ้าใครคิดทำก็ต้องเสี่ยงค่าใช้จ่ายสูงมากกับการขนส่งและปัญหายุ่งยากอื่นๆ รั้วลวดหนามต้องมิดชิดพอที่จะกีดกั้นสิ่งไม่พึงปรารถนาล้ำแดนเข้ามา ปัญหาหลังนี้ในที่สุดก็มีผู้คิดอ่านได้อย่างหมดจด มันเป็นฝีมือของชาวไร่ในรัฐอิลินอยส์คนหนึ่งนามว่า “โจเซฟ กลิดเดน” ที่แกคิดแก้ปัญหาได้อาจจะเรียกว่าเป็นความบังเอิญก็ได้ และเป็นความบังเอิญอันเนื่องมาจากคำบงการของเมียแกเอง

วันหนึ่งแกได้ยินเสียงเมียบ่นฉอดๆว่าสวนดอกไม้ที่ปลูกไว้และหวงนักหวงหนามี หมาของใครไม่รู้เข้าไปเหยียบย่ำอยู่บ่อยๆ ช่วยมากั้นรั้วให้มิดชิดหน่อยได้ไหม พอได้รับคำสั่งเช่นนั้น นายโจเซฟก็ได้ความคิดขึ้นมา แกตรงไปร้านเครื่องเหล็กในเมือง ซื้อลวดเหล็กมาหลายขด ขึงยาวเป็นชั้นๆตอกติดกับเสาเพื่อกั้นสวนดอกไม้ อีกส่วนตัดเป็นท่อนสั้นๆทุบปลายให้แหลมทั้งสองด้านพันบิดแน่นกับสายลวดยาว หลังจากนั้นก็ไม่มีหมาเข้าไปย่ำในสวนดอกไม้อีกเลย

นายโจเซฟไม่ได้หยุดแค่ ทำรั้วกั้นสวนดอกไม้เท่านั้น แต่ลงทุนตั้งโรงงานผลิตลวดหนามกั้นรั้วอย่างเป็นล่ำเป็นสัน จนค่อยๆพัฒนามาเป็นลวดสองเส้นควั่นเกลียวติดลวดปลายแหลมกระชับแน่น เขาโฆษณาขายสินค้าผลิตภัณฑ์ใหม่เอี่ยมในวงการอุตสาหกรรมว่า “รั้วอย่างดีที่สุดในโลก เบาเหมือนอากาศ แรงฤทธิ์กว่าวิสกี้ ราคาถูกกว่าขยะ”

สมัยนั้นขายกันเป็นน้ำหนัก เปิดโรงงานใหม่ๆในปีแรกขายได้เพียง 10,000 ปอนด์ จนถึงปี 1880 โรงงานทำรั้วลวดหนามของแกทำแทบไม่พอขาย เพราะขายดีขึ้นทุกที ผลิตได้ปีหนึ่งประมาณ 80 ล้านปอนด์

ด้วยความคิดง่ายๆทำของใช้ในครัวเรือน กลับกลายเป็นผลิตภัณฑ์ขายดี ต่อมากลายเป็นวัสดุก่อให้เกิดการจบสิ้นยุคการเลี้ยงวัวปล่อยทุ่งและการต้อน ฝูงวัวเดินทางไกลๆไปหาตลาดผู้ซื้อ

รูป เส้นทางกู๊ดไนท์เลิฟวิ่ง กับ รูป นายโจเซฟ กลิดเดน

 
 

Joe Glidden
 

 

เครื่องทรงคาวบอย
เสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวของเหล่าคาวบอยไม่เหมือนคนอื่น ใครพบเห็นที่ไหนก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นคาวบอย พวกหากินบนหลังม้าวันๆใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับม้ากับวัว

เสื้อผ้าเครื่อง ทรงคาวบอยใครๆดูแล้วคิดว่ากะทัดรัดดี หรือสวยดี แต่จริงๆแล้วที่เขาสวมใส่มิได้หวังผลอย่างนั้นเลย นอกจากเพื่อความสะดวกในการทำงานและประโยชน์ในการใช้สอย

เสื้อกางเกงเป็น ผ้าเนื้อหนาทนทานรัดรูป จะได้ไม่ต้องมีอะไรยึดโยงรั้งให้เกกะการทำงาน มีมากมายที่ไม่ชอบเข็มขัด เขาว่าอาจทำให้เป็นไส้เลื่อนเพราะโดนมาเขย่าอยู่ทุกวัน เสื้อนอกเสื้อคลุมหรือก็ดูรุ่มร่าม เรื่องแฟชั่นทั้งหลายจะเปลี่ยนกันไปถึงไหนอย่างไรเขาไม่รู้เรื่อง

นอกจากเสื้อเชิ้ตที่นิยมกันไม่เป็นผ้าฝ้ายก็เป็นผ้าสักหลาด และไม่มีปก แล้วก็ทับด้วยเสื้อกั๊กที่มิได้ใช้เพื่อความอบอุ่น แต่เพื่อความกระชับ และเป็นคลังเก็บข้าวของเครื่องใช้ประจำตัว เช่น กลักไม้ขีด ถุงยาเส้น กระดาษมวน หรือสมุดไว้จดอะไรต่อมิอะไร

เครื่องทรงสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือหมวก สียอดนิยมคือสีเทาอ่อน รองลงไปเป็นที่น้ำตาลอ่อน คนชอบสีดำก็มีบ้าง ขอบหมวกดัดแต่งรูปทรงตามใจชอบ แต่ที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือขอบหมวกกว้าง บางคนเพิ่มความเท่ด้วยขอบประดับริ้วไหมสีเดียวกับหมวก ความกว้างของมันคือใช้ประโยชน์ช่วยกันแสงแดด ขอบหมวกรวบเข้าหากันเป็นรางรองน้ำกินได้ เวลาหิมะตกก็ดึงลงมาปิดหูกันหิมะกัด

หมวกที่เหล่าคาวบอยนิยมในยุคนั้น เป็นฝีมือบริษัทหนึ่งอยู่ที่ฟิลาเดลเฟียเจ้าของชื่อ จอห์น บี สเตทสัน เจ้าของชื่อยี่ห้อหมวกอันเลื่องลือผู้นี้คือคนออกแบบหมวกที่เรียกว่า “เท็น แกลลอน” เป็นหมวกทรงปีกกว่า เขามักเรียกกันว่าหมวก “สเตทสัน” และไม่ว่าจะยี่ห้อไหนถ้าเขาชอบ เขาถือว่าเป็นสมบัติที่มีค่าชิ้นหนึ่ง ยอมซื้อแม้ต้องควักกระเป๋าจ่ายเท่ากับเงินเดือน 3-4 เดือน

หมวก
หมวก เท็นแกลลอนปีกกว้างที่คาวบอยเรียนว่าหมวกสเตทสันตามชื่อคนออกแบบโด่งดังแค่ ไหนก็ลองคิดดูว่า ปกติระหว่างคาวบอยแดนตะวันตกเฉียงใต้กับคาวบอยแดนตะวันออกเฉียงเหนือนั้นมี รสนิยมต่างกันเห็นได้ชัด คาวบอยตะวันตกเฉียงใต้ชอบหมวกทรงกระบอกหรือยอดแหลมปีกกว้างประดับลวดลายตาม แบบอย่างเม็กซิกันที่เรียก “sombrero” ส่วนคาวบอยตะวันออกเฉียงเหนือชอบทรงป้าน หรือบีบเป็นร่องบุ๋ม เรียกว่า “hat” ตามภาษาอเมริกัน แต่พอเท็นแกลลอนออกวางตลาดคาวบอยทั้งสองแดนก็หันมานิยมคลั่งไคล้เหมือนกัน หมด และถ้าเป็นหมวกปีกกว้างเขาเรียก สเตทสัน เหมือนกัน

ประโยชน์ของหมวก ไม่ว่าจะแบบไหนทรงอะไร ใช้แทนพัดได้ พัดโหมกองไฟในแคมป์ ใช้เป็นภาชนะตักน้ำ ใช้เป็นเครื่องส่งสัญญาณ เวลาพักแรมต้องนอนพื้นดินแข็งๆ เขาว่าเอาอัดเข้าที่สะโพกหรือไหล่จะทำให้รู้สึกว่าที่นอนนุ่มขึ้น ใช้พิชิตวัวดุโดยครอบเข้าที่หน้าเวลามันพุ่งเข้าหา

รูป นาย John B. Stetson และ หมวก เท็น แกลลอน

 


 


 


 

รองเท้า
นี่คือเครื่องทรงที่มีราคาแพงที่สุดในบรรดาเครื่องทั้งปวง คาวบอยไม่ชอบเกือกโหล ยกเว้นไม่ค่อยมีเงินหรือไปเจอคู่ถูกใจจริงๆ ส่วนมากจะสั่งตัดด้วยหนังชั้นดี โดยทั่วไปมักเป็นหนังลูกวัวอ่อน ต้องสีดำสนิท เป็นรองเท้าที่เรียกกันว่า “บูท” ทรงสูงอย่างน้อยครึ่งแข้ง บ้างหนังเรียบบ้างมีลวดลาย
หนังวัวต้องนิ่มจะได้กระชับ พื้นบนเรียบปาดลงไปหาปลายแหลมไม่มีเชือกผูก ไม่มีอะไรประดับให้เกะกะแก่การสอดเข้าไปในโกลน และเพื่อจะได้ลื่นหลุดง่ายถ้ามีการล่วงหล่นจากหลังม้า ส้นต้องสูงสอบปลายไม่ต่ำกว่า 2 นิ้ว นี่เป็นเครื่องกันพื้นรองเท้ากับโกลนและเป็นเครื่องยึดจิกเวลาเหนี่ยวบ่วง บาศคล้องวัว

สเปอร์
นัก ขี่ม้าแท้ต้องติดสเปอร์ เช่นเดียวกับเหล่าคาวบอยที่หากินบนหลังม้า แต่มิใช่เพื่อกระแทกสีข้างม้าเพื่อการลงโทษ คาวบอยเขาว่าสเปอร์มีไว้เพียงใช้สะกิดให้มันรีบไปเร็วขึ้นเท่านั้น

คาวบอย อเมริกันชอบสเปอร์ขนาดใหญ่วงจักรไม่แหลม ไม่ชอบสเปอร์แบบของเม็กซิกันซึ่งแม้จะมีใบจักรเล็กแต่ปลายจักรแหลม แต่แบบที่คาวบอยอมเริกันชอบกันจริงๆคือ ชนิดที่มีเสียงกรุ๊งกริ๊งเวลาก้าวเดิน เขาว่ามันเพราะเสนาะหู

รูปรองเท้าหนังลูกวัวสุดสวย custom made

รูปสเปอร์คาวบอยอมเริกัน กับ คาวบอยเม็กซิกัน



กางเกง
กางเกงนอกจากตัวที่สวมใส่แล้วยังมีกางเกงชั้นนอกใส่ทับอีกตัว เขาเรียกว่า “แชปส์” เป็นคำย่อมาจาก “ชาปาเรส” หรือ “ชาปาราเรส” ซึ่งเป็นภาษาเม็กซิกัน โดยทั่วไปจะตัดเย็บจากหนังอะไรก็ได้ขอให้ทนทานเป็นใช้ได้ คาวบอยทางเหนือชอบชนิดทำด้วยหนังแกะอังกอร่า เพราะแถบนั้นอากาศหนาวเย็น และหนังนุ่มกระชับกว่าหนังวัว

ประโยชน์ของแชปส์คือ ช่วยป้องกันคมจากใบหญ้า หนามจากกิ่งไม้ โดยเฉพาะจากเขี้ยวงู แต่แย่หน่อยเมื่อเจอฝนหรือต้องลุยน้ำ ยิ่งเจอหิมะด้วยแล้วจะแข็งมาก พวกคาวบอยจะใส่แชปส์เฉพาะเวลาทำงานเท่านั้น นอกเวลานั้นถอดเก็บหมด

ยังมีเครื่องทรงคาวบอยอีกอย่างหนึ่งที่แทบจะขาดมิได้คือ ผ้าพันคอที่บ้างเรียก Bandana ว่ากันว่าเป็นภาษาโปรตุเกสซึ่งได้ยินมาอีกทีว่าเป็นคำที่มาจากภาษาฮินดู

ที่ ว่ามันเป็นเครื่องทรงที่แทบจะขาดมิได้ ก็เพราะมันเป็นสิ่งที่คาวบอยได้อาศัยใช้ประโยชน์สารพัด ตั้งแต่รัดห้ามเลือด เป็นผ้าพันแผล ใช้ปิดหน้ากันฝุ่น และเมื่อทำงานหนักก็เอาชุบน้ำวางบนหัวแล้วครอบทับด้วยหมวกช่วยคลายร้อน

ป.ล. แชปส์มี 2 แบบ คือ batwing กับ shortgun

รูปคาวบอยทรงเครื่อง


รูปเจ้าอังกอร่าก่อนจะกลายไปเป็นแชปส์ กับตอนที่กลายเป็นแชปส์หนังอังกอร่า


1. 2 Batwing chaps

2. 2 Shortgun chaps



 

คาวบอยกับเหล้า

คาวบอยก็เป็นปุถุชนคนธรรมดา เรื่องสุราเหล้ายาปลาปิ้งย่อมมี บ้างก็ซดพอเฮฮาหรืออย่างที่เรียกกันว่าเพื่อเข้าสังคม บ้างก็ไม่แตะเลย บ้างก็ซดเป็นน้ำเมาหัวราน้ำ แต่ระหว่างการต้อนฝูงวัวเดินทางไกล เหล้าเป็นสิ่งต้องห้าม ในไร่ปศุสัตว์อาจจะมีไว้บ้างในบ้านสำหรับเจริญอาหารหรือไว้ต้อนรับแขกเหรื่อ แต่พวกคาวบอยประเภทคอเหล้าหากนึกเปรี้ยวปากอยากซดให้สมอยากขอเมาสักตั้งก็ ต้องควบม้าเข้าเมือง ในไร่หรือที่ไหนชนิดตั้งวงกันไม่มี

การซดเหล้าของคาวบอยมิได้ผิดแผกแตกต่างกับคอเหล้าอมเริกันชนร่วมสมัยทั่วไป ที่ส่วนมากไม่ปล่อยตัวตามใจตกเป็นทาสน้ำเมาปล่อยตัวเมามายจนเสียงานเสีย การนอกจากนานๆที หลังจากอดอยากปากแห้งมานานเป็นแรมเดือนเพราะภาระหน้าที่ที่รัดตัว

เหล้าเมื่อดื่มกินเข้าไปแล้วก็ต้องเมา เมื่อคาวบอยเมาก็หาได้ผิดแผกไปกว่าใครอื่นไม่ ก็มีบ้างที่คล้ายกับในนิยายที่คนเขียนมักบรรเลงให้คาวบอยเวลาเมาแล้วต้องชัก ปืนยิงกันโป้งป้าง และแส่หาเรื่องวุ่นวายไปทั้งเมือง

คนภาคตะวันออกว่า กันว่าเมื่อเมาได้ที่มักจะคุยกันฟุ้งเสียงเอะอะทุบโต๊ะ ชูกำปั้นใส่กัน โดยเฉพาะคาวบอยมักจะรำพึงรำพันเพ้อฝัน เมาได้ที่ก็ชักปืนแต่น้อยรายที่ได้ลั่นกระสุนเพราะโดนพรรคพวกตะปบไว้ก่อน

เมื่อเมาได้ที่บ้างก็ชักใจใหญ่เรียกหาแต่วิสกี้ชั้นดีราคาแพง ยุคนั้นวิสกี้ยอดนิยมคือ เบอร์เบิ้น วิสกี้ฝีมืออเมริกันทางใต้มักผสมด้วยน้ำตะบองเพชร ว่ากันว่าทำให้เกิดประสาทหลอนดีนัก คาวบอยชอบซดเพียวๆ คนตะวันออกพลัดหลงเข้าไปในโรงเหล้าแล้วสั่ง “ค็อกเทล” จะโดนคนบาร์ตะคอกใส่หน้าหงายไปทุกราย

ตามมารยาทในวงเหล้าคาวบอยถ้าใครเลี้ยงเขาจะรินเหล้าเต็มปรี่แล้วประคองึ้น ซดด้วยมือข้างที่จับปืน เขาทำเช่นนั้นมิใช่เพราะความตะกละตะกรามที่มีเจ้ามือแล้วต้องซดให้เต็มคราบ หรือจะโอ้อวดว่าข้ายกซดมือเดียวไม่กระฉอกสักหยด แต่เป็นด้วยความหมาย 2 ประการคือ แสดงให้คนเลี้ยงเห็นว่าผู้รับเลี้ยงเห็นคุณค่าของสิ่งที่ได้รับ และคนควักกระเป๋าเลี้ยงมิได้ให้สิ่งที่ไม่ถูกปากตน

พวกคาวบอยใช่ว่าจะซดเหล้าเป็นคอทองแดงทุกคนไป ถึงจะคอทองแดงแต่เวลางานก็ไม่เอาเลยเหมือนกันเพราะงานมันบังคับ มีเรื่องเหล้าขานกันเรื่องหนึ่งในวงการคาวบอย ซึ่งฟังดูแล้วอาจจะคิดว่าเกินจริงไปหน่อยก็ได้ ว่าด้วยเรื่องราวของคาวบอยคู่หูสองคน ซึ่งอุตส่าห์เก็บออมเงินทองไว้ 2-3 ปี กะการณ์ว่าจะเจอกิจการอะไรดีที่ไหนก็จะเข้าหุ้นทำด้วยกัน

วันหนึ่งเมื่อเดินทางไปถึงเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งมีสถานรถไฟขนวัว ที่นี่มีโรงเหล้าเพียงแห่งเดียวสองเกลอชอบใจเข้าหุ้นซื้อกิจการทั้งร้านเลย ร้านเหล้าเปลี่ยนมือเป็นเจ้าของรายใหม่แล้ว แต่ปิดประตูเงียบไม่เปิดรับเหมือนเคยทำให้เป็นที่สงสัยคิดว่าปิดปรับปรุง เกือบสองอาทิตย์แล้วก็ยังไม่เปิด วันหนึ่งคอเหล้าอดไม่ไหวชักชวนกันไปอยู่หน้าร้านร้องตะโกนแกมประท้วงให้เปิด ร้าน สักประเดี๋ยวคาวบอยหุ้นส่วนคนหนึ่งก็แง้มประตูออกมาดู
“เมื่อไหร่จะเปิดร้านเสียที” คอสุรารายหนึ่งถาม
“เปิดร้าน...บ้าเหรอ” เจ้าของใหม่โก่งคอย้อนถามเสียงลั่น “เปิดทำไม ข้าซื้อร้านไว้กินกันเอง”

 

โทษทัณฑ์คนเถื่อน

ม้าเป็นเครื่องทำมาหากินเลี้ยงชีพทั้งใช้งานขนถ่าย ลากจูง เป็นพาหนะในการเดินทาง มันจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งของผู้คนในยุคนั้น ผู้ใดขโมยปล้นชิงม้าโดยเฉาพะในถิ่นกันดารน้ำ ซึ่งอาจทำให้เจ้าของอดน้ำตาย จึงมีโทษสถานหนักถ้าไม่โดนประชาทัณฑ์ของชาวบ้านจับแขวนคอเองก็ด้วยคำตัดสิน ของคณะกรรมการระวังภัยชุมชนนี่เป็น “ระบบป้องกันตนเอง” ของชาวตะวันตกซึ่งจะไม่ยอมให้โจรพวกนี้อ้างเหตุร้องขอความเมตตาปราณี


โทษของพวกโจรขโมยม้าส่วนมากคือ แขวนคอ บางคนดวงไม่ถึงฆาตรอดจากโทษประหารถ้ากรรมการชุมชนลดโทษให้การเนรเทศออกไปให้ พ้นเมือง แต่มักจะต้องแลกด้วยใบหูซีกบนข้างหนึ่ง เพื่อเป็นเครื่องหมายประจานความชั่วที่ติดตัวไปจนตาย ถึงแม้จะไว้ผมยาวจนปิดหู แต่ชาวบ้านชาวเมืองก็ไม่ค่อยจะปลื้มกับพวกผมยาวเท่าใดนัก
โทษทัณฑ์การฉกชิงขโมยม้าเมื่อเริ่มใช้ใหม่ๆได้ครอบคลุมไปถึงการขโมยวัวด้วย ทั้งที่ก่อนหน้านี้โจรปล้นวัวมักจะได้รับการผ่อนผันเป็นโทษสถานเบาไม่ถึงกับ ประหาร และถ้าเป็นการกระทำด้วยเหตุผลทางการเมือง อย่างกรณี “ศึกปล้นวัว” ที่ไวโอมิ่งชาวบ้านเห็นว่าเป็นเรื่องสมควรอภัยโทษให้

คณะกรรมการระวังภัยชุมชน Vigilant Committee  ครั้งนั้นมิใช่คนจำพวกเลือดร้อน สมคบคิดกันตั้งศาลเตี้ยเพื่อนหาเหตุกันคนเคราะห์ร้ายที่ต้องโทษ แต่เป็นคนทำงานด้านนี้โดยตรงอยู่แล้วในฐานะตัวแทนคนที่ได้รับเลือกตั้งหรือ แต่งตั้งเพื่อให้การใช้กฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้อง การพิจารณาโทษจะยึดหลักความสอดคล้องตามความเป็นจริง ผลลงเอยส่วนมามักยกเลิกข้อหาหากไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดหรือเพียงเนรเทศ

คนในชุมชนที่ไม่เห็นด้วยกับการทำงานของคณะกรรมการระวังภัยชุมชนก็มีมาก คนเหล่านี้จะไม่ยอมร่วมวงหรือร่วมมือใดๆ นี่มิได้หมายความว่าเห็นแก่ตัวหรือปลีกตัวออกจากการทำหน้าที่รักษากฎหมาย เพียงเขาถือว่าคณะกรรมการอย่างนี้เปรียบไปก็เหมือน “ศาลเตี้ย” แม้จะเป็นเรื่องจำเป็นแต่เขาคิดว่ามันเป็นเรื่องงานที่น่ารังเกียจ น่าขยะแขยงแม้แต่จะเอ่ยปากพูดถึง

ความเฟื่องเรื่องโจรลักวัว

การลักขโมยวัวเกิดขึ้นนานแล้วตั้งแต่ยุคเริ่มแรกของการทำไร่เลี้ยงสัตว์เขา ทำกันง่ายๆ พวกโจรฉวยโอกาสที่เผลอเพียงควบม้าตรงเข้าไปต้อนเอาดื้อๆ และมักจะหนีไปได้อย่างลอยนวล บางทีเกิดการยิงกันบ้างเล็กน้อย ที่ที่มันอาละวาดหนักที่สุดคือ นิวเม็กซิโก

เจ้าของฝูงปศุสัตว์ใหญ่รายหนึ่งชื่อจอห์น เอส ซีซัม วัวถูกปล้นประจำจนชาวบ้านต้องรวมตัวกันช่วยดูแลจนกลายเป็นศึกกลางเมืองย่อมๆ ระดับท้องถิ่นที่กินเวลาเป็นปีๆ แต่เป็นไปอย่างเงียบๆ ใครแปลกหน้าเข้ามาเป็นโดน “เก็บ” และชาวบ้านที่ผ่านแดนโจรก็ต้องเจอชะตากรรมเดียวกัน ว่ากันว่าศึกกลางเมืองย่อยๆหนนั้นมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 200 คน เมื่อศึกจบไปแล้วหลายปีในหุบเหวตามซอกโขดหินยังมีผู้พบโครงกระดูกอยู่บ่อยๆ
ศึกหนนั้นในเกร็ดประวัติศาสตร์เรียกว่า “ศึกลินคอล์น เคาน์ตี้” นี่เป็นเมืองเล็กๆในนิวเม็กซิโก และยังลุกลามไปยังเมือง “นาโทรน่า เคาน์ตี้” ที่อยู่ติดกัน มูลเหตุเกิดจากความมุ่งหมายจะลักขโมยของพวกโจรกับฝ่ายชาวบ้านที่จำเป็นต้อง ป้องกันทรัพย์สินของตนเอง

พอขึ้นปี 1880 ชาวแดนปศุสัตว์ยิ่งแสนจะเอือมระอาและเป็นเดือดเป็นแค้นกับการลักวัวที่ดู เหมือนนับวันจะยิ่งชุกขึ้นทุกวันและลักกันอย่างเย้ยกฎหมาย บางทีกลางวันแสกๆตีชิงเอาดื้อๆซึ่งหน้า เป็นฝีมือก๊กโจรลักวัวทั้งนั้น ในยุคนั้นมีหลายก๊กร้ายๆเช่น ก๊กสเลด,วัตกินส์,เลซี อาร์เน็ต,สปิลแมน เป็นต้น แห่กันมาเป็นขโยงพอเรื่องถึงหูนายอำเภอก็รวบรวมกำลังกันออกติดตามได้ตัวมั่ง ไม่ได้มั่ง  ชาวบ้านก็ร่วมด้วยอีกแรงหนึ่ง

นักประวัติศาสตร์ยุคตะวันตกบางคนเผยว่าเท่าที่มีการลักวัวเกิดขึ้นชุกชุมกิน แดนลุกลามไปทั่ว เพราะว่าเหตุหนึ่งคือ ความรู้สึกบางอย่างของผู้คน บางคนว่ามันไม่เกี่ยวกันเลย แต่จะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวก็ลองฟังดูแล้วกัน

ชาวตะวัน ตกส่วนมากยึดถือสิ่งที่เรียกว่า “ลัทธิเฉพาะตัวบุคคล” หรือความเป็นส่วนตัวอย่างเหนียวแน่น เรื่องส่วนตัวข้าจัดการเองได้คนอื่นไม่ต้องมายุ่ง เรื่องส่วนตัวของใครจะอะไรก็ช่างอย่ามาแทรกแซงล่วงล้ำหรือกระทำอันละเมิดกฎ กติกามารยาท ซึ่งชาวปศุสัตว์ ชาวตะวันตกทั่วไปยึดถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

รูปของนาย จอห์น เอส ซีซัม / ไร่ของเขา / อนุสรณ์ของ จอห์น เอส ซีซัม


ศึกลินคอล์นเคาน์ตี อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Lincoln_County_War

ใน ศึกครั้งมีคนที่วงคาวบอยรู้จักกันดีร่วมอยู่ด้วย นั่นคือ Billy The Kids หรือ Henry McCarty หรือ William H. Bonney  และนายอำเภอ Pat Garrett

ความเฟื่องเรื่องโจรลักวัว(ต่อ)

ดังนั้น ถ้าเขารู้มาว่าพวกโจรมันจะปล้นรถไฟสายยูเนี่ยนแปซิฟิกหรือธนาคาร เขาจะไม่แจ้งนายอำเภอหรือนายธนาคาร เพราะถือว่าในเมื่อตัวเองรู้ พวกนายอำเภอหรือธนาคารก็น่าจะรู้แล้วด้วย และถ้าขอให้เขาช่วยเหลือก็พร้อมเสมอด้วยความเต็มใจ ถ้าไม่มีใครขอก็แล้วไป หลังจากนั้นเขาอาจแสดงความสนใจเพียงไถ่ถามว่าฝาตู้เซฟถูกระเบิดปลิวไปถึงไหน

การปิดปากตัวเองทำนองนี้มิใช่เจตนาจะปกปิดการกระทำผิดของใคร หรือรู้เห็นเป็นใจ แต่ด้วยความซื่ออย่างน้ำใสใจจริง เพียงเพราะไม่อยากไปข้องแวะเรื่องของคนอื่นก็เท่านั้น ชาวไร่ปศุสัตว์ยุคนั้นพอจะแบ่งออกเป็นคน 2 ประเภท คือ คนที่ท้องถิ่นชอบและไม่ชอบ คนประเภทแรกนี้ไม่ค่อยมีปัญหา คนประเภทหลังส่วนมากไม่ใช่คนพื้นเพที่นั่นซึ่งโดนลักวัวประจำ เจ้าของอาจเป็นคนอังกฤษหรือชาวตะวันออก จะมาอยู่ไร่นานทีปีหน ส่วนมากจะแห่ไปกันในฤดูใบไม้ร่วงซึ่งเป็นฤดูล่าสัตว์ใหญ่ คนพวกนี้ถือว่ามีไร่ไว้พักผ่อนหาความสำราญ จึงไม่ค่อยจะรู้สึกสะดุ้งสะเทือนอะไรถ้าวัวหรือม้าถูกขโมยไปบ้างตามประสาคน รวย

ส่วนชาวตะวันตกทั่วไปเมื่อพูดถึงความพัวพันกับการลักวัวพอจะแบ่งออกได้เป็น 5 ประเภท

  • ประเภท A จัดว่าอยู่ในโอวาทของกฎหมาย เป็นคนซื่อสัตย์ ไม่ยอมให้ความช่วยเหลือใครแม้แต่น้อยถ้าเห็นว่าทำไม่ถูกต้อง
  • ประเภท B อาจเรียกว่าพวกปากว่าตาขยิบ ใจหนึ่งไม่ค่อยชอบกับการฉกฉวยหาผลประโยชน์ใส่ตนโดยไม่ถูกต้อง แต่เพราะไม่ค่อยยี่หระกับกฎหมาย ก็เอาเหมือนกันถ้าโอกาสมันให้ บ้างก็ทำเฉยๆ บ้างก็ช่วยพวกลักวัวที่ถือว่าวัวไม่มีเจ้าของ ได้แบ่งสักสี่ห้าตัวก็ดี
  • ประเภท C คล้ายๆกับ B แตกต่างไปเล็กน้อยตรงที่พวกนี้ถือคติยังไงก็ได้ หรือได้ก็ดี ไม่ได้ก็แล้วไป
  • ประเภท D เป็นพวกไม่ค่อยสบอารมณ์กับการเข้มงวดของกฎหมายถ้าเจ้าของวัวเป็นคนที่ชาว บ้านไม่ค่อยชอบหน้าอยู่แล้ว คนพวกนี้จะเป็นพวกแรกที่เข้าไปเยี่ยมเยือน แต่เขาจะไม่เข้าไปรบกวนไร่ของแม่ม่ายหรือคนจน
  • ประเภท E เทียบกับทุกประเภทแล้ว คนประเภทนี้มีน้อยที่สุด แต่นี่แหละคือ พวกโจรลักวัวตัวจริง พร้อมเสมอที่จะฉกฉวยของใครก็ได้ไม่ว่าวัวหรือม้า

การลักวัวแบบปล้นกลางวันแสกๆ ชิงกันซึ่งหน้าต้อนไปเป็นฝูงๆ เป็นอยู่ไม่กี่ปีก็ค่อยๆซาลงไป แต่เกิดการลักแบบใหม่ตามมา เป็นวิธีการสำเร็จเสร็จสิ้นเด็ดขาดด้วยความชำนาญ การแบบใหม่นี้ยืดเยื้อเป็นเวลายาวนานราว 10 ปี ลุกลามกระจายไปทั่วแดนปศุสัตว์ เหยื่อส่วนใหญ่เป็นคนอังกฤษหรือต่างเมือง

การลักวัวแบบใหม่ทำกันอย่างทีระบบ ตัวที่มีตราของไร่ ก็เอามาตอกตีตราใหม่ ตัวที่ไม่มีตรายิ่งสะดวกโดยเฉพาะลูกวัว พวกโจรใช้วิธีการโหดมากตัวไหนตามแม่แจจะถูกจับแยกไปเข้าคอกที่ห่างไกล ยังไม่อดนมก็ไม่สน เก็บไว้จนมันหายอยากไปเอง เลี้ยงโตได้ที่ก็เอาออกขาย ตัวแม่มันตัวไหนพล่านจะไปหาลูกจะโดนจี้ด้วยเหล็กร้อนที่เท้าหรือทำอย่างไรก็ ได้ให้เท้าเป็นแผลเดินไม่ได้ ตัวที่ดื้อมากๆจะยิงทิ้งเสียเลย

ป.ล. ขออภัยที่ทิ้งช่วงไปนาน งานเยอะครับ ตอนหน้าลองมาดูว่าเขาจัดการอย่างไรกับพวกโจรขโมยม้าขโมยวัว

ดูอย่าง Long Branch Saloon, Dodge City, Kansas ในปัจจุบัน ปี 2004 แม้แต่ร้านข้างเคียงเขายังคงไว้เหมือนเดิม


* LongBranchSaloon2-500.jpg

* DodgeCity-InsideLongBranch-DA-0504.jpg

* DodgeCity-InsideLongBranch-KW-0504.jpg

Long Branch Saloon, Dodge City, Kansas เมื่อ 130 ปีก่อน


* dodgecity-1874.jpg

* Long%20Branch%20Saloon%20historic.jpg

เผด็จศึกโจรลักวัว

การลุกฮือของชาวไร่ไวโอมิ่งเกิดขึ้นขณะที่ทางรถไฟสายใหม่ของบริษัทเบอร์ลิง ตันยืดออกไปถึง และขณะที่คนงานทำทางรถไฟหาเนื้อควายไบซันกินไม่ได้แล้ว จึงเป็นโอกาสอันดีได้ทำมาหากินอย่างเริงร่าของคนกลุ่มหนึ่งคือโจรลักวัว กลุ่มใหม่ที่เ