www.cowboylifeandsong.com

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

ตำนานคาวบอยตัวจริงในอเมริกา

อีเมล พิมพ์ PDF
User Rating: / 67
แย่ดีที่สุด 

ตำนานคาวบอยตัวจริงในอเมริกา

1. คาวบอยที่เรารู้จัก

แม้คนทั่วโลกทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และคนแก่ ส่วนใหญ่รู้จักคำว่า คาวบอย ว่าหมายถึงอะไร แต่น้อยคนมาก ที่จะรู้จักวิถีชีวิตคาวบอยตัวจริงว่าเป็นอย่างไร คนส่วนใหญ่รู้จักคำว่า คาวบอย จากหนังฮอลลีวูดที่เผยแพร่ไปทั่วโลกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1930 และโด่งดังเป็นที่นิยมกันมากในช่วง 1960 -1980  กลายเป็นรูปแบบหนังที่ยังคงผลิตต่อเนื่องของฮอลลีวูด มาจนถึงทุกวันนี้ ปัจจุบัน เราจะพบว่ามีหนังคาวบอยสร้างใหม่ประมาณ 2-3  ปีต่อเรื่อง   ซึ่งมีทั้งหนังที่ใหม่จริงๆ และหนังเก่าที่นำมาสร้างใหม่ รวมทั้งหนังคาวบอยประยุกต์แนววิทยาศาสตร์ หนังพวกนี้เป็นเรื่องโม้ เกินจริง ทั้งสิ้น

จากหนังเหล่านี้ คนทั่วไปจึงรู้จักคาวบอยในรูปลักษณ์ของชายชาตรีใส่หมวกปีกกว้าง ขี่ม้าพกปืน อันเป็นบุคลิกลักษณะที่สง่างามสุดเท่ห์ของมนุษย์ทั้งหญิงและชาย น้อยคนที่จะไม่ประทับใจภาพลักษณ์ของพวกคาวบอย และยังเป็นเอกลักษณ์ของคนอเมริกันยุคบุกเบิก ที่เข้าไปตั้งรกรากในดินแดนป่าเถื่อนแถบตะวันตกของสหรัฐอเมริกาเมื่อร้อยกว่าปีก่อน

1.1 ถิ่นคาวบอยในประวัติศาสตร์

ถิ่นคาวบอยในประวัติศาสตร์คือภาคตะวันตกของอเมริกา   รัฐเท็กซัส อาริโซนา คาลิฟอร์เนีย แคนซัส  โคโลราโด ดาโกตา ไวโอมิง มอนตานา และรัฐอื่นๆ ดังแสดงอยู่ในแผนที่สหรัฐอเมริกาที่มีรูปคาวบอยประทับอยู่ในรูปที่ 1 หนังคาวบอยคลาสสิกส่วนมากจะเน้นเรื่องราวของคนที่มีอาชีพรับจ้างขี่ม้าต้อนวัว  หรือเจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ ที่ต้องสู้กับแก๊งโจรผู้ร้าย  นายทุน หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ชั่วร้าย หรือบางเรื่อง ก็สู้กับพวกอินเดียนแดง  หนังคาวบอยพวกนี้คือหนังคาวบอยที่แท้จริง ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1930 ดาราผู้โด่งดังจากหนังพวกนี้ได้แก่ จีน ออทรี(Gene Autry) รอย โรเจอร์ (Roy Rogers) จอห์น เวย์น, คลิ๊นท์ อีสวูด(ในยุคเริ่มต้นแสดงหนังทีวีซีรี่)

ระยะต่อมา มีการสร้างหนังจากประวัติมือปืน โจร หรือมือกฎหมายที่เคยมีชีวิตจริงในอดีต  เช่น บุทช์ แคชสิดี้ (Butch Cassidy), บิลลี่ เดอะคิด, เจสสี เจมส์, วายแอตท์ เอิร์ป  หนังพวกนี้เรามักจะเหมาเอาว่าเป็นหนังคาวบอย แต่จริงๆ แล้วน่าจะเรียกว่าหนังเวสเทิร์น(Western) ตามฝรั่งเขามากกว่า เพราะตัวเอกไม่ได้มีอาชีพคาวบอย

Cowboys in the US NWRx800

 

รูปที่ 1    แผนที่สหรัฐอเมริกา แสดงถิ่นคาวบอยที่มีชื่อเสียง

ลักษณะพิเศษของคาวบอยในหนังส่วนใหญ่ก็คือ ขี่ม้าเร่ร่อน ชอบกินเหล้า เล่นการพนัน และมักมีเรื่องชกต่อยกันในบาร์ พอหนักเข้าก็ท้ากันออกไปดวลปืนกลางถนน ใครไวใครอยู่ ใครช้า ตาย และชื่นชมกันตรงความเท่ห์ของเครื่องแต่งกาย ความเก่ง ทั้งในการชกต่อย ขี่ม้า ความไวและความแม่นปืนของคาวบอยนี่เอง  ส่วนพวกโจรหรือมือปืนแม้แต่งตัวเหมือนกัน แต่อาชีพคือฆ่า ปล้น เล่นการพนัน เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องสมมุติ โม้เกินจริงทั้งสิ้น           

อย่างไรก็ดี ถ้าเทียบกับหนังคาวบอยที่ผลิตสู่ตลาดตั้งแต่ปี 1930 เป็นต้นมา สำหรับคนไทยถือได้ว่าได้ดูหนังคาวบอยดีๆ น้อยมาก  มีหนังที่เข้ามาเข้าโรงฉายในไทยไม่น่าจะถึง 10%  ของที่ฉายในอเมริกา หนังคาวบอยที่เข้าโรง หรือหนังกลางแปลง ที่มีชื่อเสียงและผู้เขียนเคยได้ดูตั้งแต่สมัยเด็กๆ และยังจำได้ ได้แก่ เชน(Shane-1953), สายน้ำไม่ไหลกลับ(River of No Return-1954), Rio Bravo, How the West was Won, เจ็ดสิงห์แดนเสือ (The Magnificent Seven), ขุมทองแมกแคนน่า(Mackenna’s Gold), ตะวันเพลิง(Red Sun), Silverado, True Grit, The Shootist, The Searchers, Dances With Wolves, Unforgiven,  The Out Law Josey Walses หนังเหล่านี้บางเรื่องจำชื่อไทยไม่ได้ และบางเรื่องไม่ทราบว่าเข้ามาฉายครั้งที่เท่าใดแล้ว เพราะมาดูข้อมูลตอนนี้ เขาสร้างตั้งแต่ผู้เขียนยังเป็นทารกอยู่ หรือยังไม่เกิดก็มี

ในยุคหนังคาวบอยอิตาลีโด่งดัง ก็มีหนังมาเข้าโรงฉายในไทยอีกจำนวนหนึ่ง ที่ประทับใจจนพอจำได้ เช่น หนังชุดของ คลิ๊นท์ อีสวูด ได้แก่ A Fistful of Dollars (1964),  For A Few Dollars More, The Good The Bad and The Augly และหนังดังอิตาลีอื่นๆ เช่น Django (1966), อย่าแหย่เสือหลับ(They call me Trinity) ภาค 1 (1970)  และ 2, Once Upon A Time in The West   อีกหลายเรื่องที่จำชื่อไม่ได้แล้ว

ตอนเป็นเด็กยังเรียนชั้นประถม ผู้เขียนโชคดีอยู่หน่อย ที่บ้านอยู่ติดค่ายทหาร คือกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 7 เชียงใหม่   จำได้ว่าแทบทุกคืนวันอังคาร จะมีหนังกลางแปลงของฝ่ายสวัสดิการทหารมาฉายให้ครอบครัวทหารดู เนื่องจากที่นั่นเป็นค่ายใหม่ รอบๆ ยังเป็นป่าอยู่เลย เขาคงกลัวครอบครัวทหารที่ย้ายมาอยู่ใหม่เหงา จึงมีบริการเช่นนี้อยู่หลายปี ชาวบ้านใกล้เคียงก็เข้าไปดูได้ ผมก็เลยได้ดูหนังฟรีตลอด และในจำนวนนั้น มีหนังคาวบอยคลาสสิกอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้เด็กๆ แถวนั้น รู้จักเล่นยิงปืน แบ่งพวกสู้กัน เลียนแบบหนังคาวบอยหรือหนังสงครามตั้งแต่นั้น

หนังคาวบอยคลาสสิกที่ประทับใจคนจำนวนมาก เรื่อง เชน (Shane) ซึ่งออกโรงฉายในอเมริกาครั้งแรกปี 1953 เป็นเรื่องเสือปืนไวที่เร่ร่อนไปเจอปัญหาของชาวไร่ชาวนาที่ถูกกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่นแย่งที่ดิน เขาจึงเข้าช่วยเหลือ ถ้าดูให้ดีจะเห็นว่า เชน แต่งกายแบบ บั๊กการู(Buckaroo)ไม่ใช่คาวบอยเท็กซัส

ในยุคที่มีวิดีโอเทปขาย จนก้าวหน้ามาเป็น CD, VCD ดังเช่นทุกวันนี้ มีหนังทั้งดีและยอดแย่ พวกเกรดต่ำต้นทุนถูก เข้ามาขายอีกมากมาย แถมบางเรื่องพากษ์ไทยแบบสุดมั่ว จนเสียรสชาติหนังดีๆ ไปหมด อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นเป็นหนังคาวบอยก็มักจะซื้อไม่เลือก แต่ก็พยายามหาพวกเสียงในฟิล์ม ทำให้ได้ดูหนังคาวบอยคลาสสิกดีๆ มากขึ้นไม่น้อย  เช่น หนังที่แสดงโดย จอห์น เวย์น หลายเรื่อง และหนังทีวีซีรี่ดังอย่าง Lonesome Dove, Monte Walsh,  Cold Mountain, Broken Trails นอกจากนี้ ยังมีหนังคลาสสิกเก่าแก่ดีๆ เข้ามาอีก เช่น The Big Country, Dual in the Sun, Vera Cruz, Last Train from Gun Hill, Cat Ballou

ในอีกทางหนึ่ง เราสามารถสั่ง DVD หนังดีๆ ทางอินเตอร์เน็ตได้อีกด้วย ทำให้ได้เรียนรู้หนังคาวบอยมากกว่าที่จะหาได้ในไทย

1.2. ลักษณะหนังคาวบอยอเมริกัน

หนังคาวบอยอเมริกันที่มีคุณภาพ ส่วนใหญ่จะ เน้นเรื่องคุณธรรมของลูกผู้ชาย ความเป็นสุภาพบุรุษ การเสียสละปกป้องความยุติธรรม การปกป้องช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอกว่า แสดงให้เห็นความตื่นเต้นจากการแสวงโชคและผจญภัยในดินแดนตะวันตก หนังคาวบอยจำนวนหนึ่งสร้างจากตำนานตะวันตก เช่น Red River, How the West was Won, Into The West, The Chisholms, Ghost Riders in the Sky, บัฟฟาโล บิลล์  บิลลี่ เดอะคิด, เจสสี เจมส์, ไวแอตต์ เอิร์ป, และบางเรื่องเน้นถ่ายทอดเรื่องราวการเสียสละของวีรบุรุษในประวัติศาสตร์ยุคบุกเบิกอเมริกา เช่น ศึกอะลาโม ประวัติการต่อสู้ของนายพลคัสเตอร์  การต่อสู้และคุณธรรมน้ำมิตรระหว่างคนขาวกับอินเดียนแดง  เช่น The Indian Fighter(ขุมทองอินเดียนแดง). Into The West, Broken Arrows หนังพวกนี้ส่วนใหญ่เน้นให้เห็นความดีความชั่ว ให้เห็นว่าการใช้ปืนฆ่าคนนั้นไม่ใช่สิ่งดีเสมอไป และจะใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น  มีหนังที่ดีมากเรื่องหนึ่ง พระเอกไม่ยอมยิงปืนแม้แต่นัดเดียว แต่ก็สนุกได้รสชาติจนได้รางวัล คือเรื่อง The Big Country (สองสิงห์จ้าวปฐพี)

นอกจากนี้ หนังคาวบอยอเมริกันยุคต้นๆ ตั้งแต่ปี 1930-1955 ซึ่งเป็นยุคของ จีน ออทรี (Gene Autry) และ รอย โรเจอร์ส (Roy Rogers) และวงดนตรีที่รอยตั้งขึ้นชื่อ “Sons of the Pioneers”  ซึ่งเป็นยุคที่เรียกว่า Singing Cowboy คือ นักแสดงจะเป็นนักร้อง นักแสดงในตัว ใช้ชื่อตนเองในหนังทุกเรื่อง สร้างเอง แสดงเอง ยิ่งเน้นเรื่องคุณธรรมและความสนุกสนานแบบละครเวที โดยคิดถึงผลที่จะเกิดกับแฟนหนังที่เป็นเด็กๆ อย่างมาก จนกลายเป็นต้นฉบับของหนังคาวบอยชั้นดีในยุคหลัง

โดยทั่วไป จะเห็นได้ว่า หนังคาวบอยอเมริกันที่มีคุณภาพ เป็นหนังที่ช่วยสร้างจิตวิญญาณของสุภาพบุรุษและความอยากเป็นฮีโร่ ในชายหญิงทุกคนที่ชอบหนังประเภทนี้   รวมทั้งช่วยอัดฉีดความรักในทุ่งโล่งและสัตว์เลี้ยง เช่น ม้า วัว ส่งเสริมความรักในการผจญภัยเพื่อแสวงหาสิ่งที่ดีกว่า เหมือนคนอเมริกันยุคบุกเบิก ซึ่งทำให้ชาติของเขาเจริญก้าวหน้าจนเป็นอันดับหนึ่งของโลกในหลายๆ ด้าน

 

1.3. ลักษณะหนังคาวบอยอิตาลี

ประมาณปี ค.ศ. 1960 ตอนต้น อิตาลีฉวยโอกาสตอนที่หนังคาวบอยอเมริการ้างลาจากโรงถ่ายไปพักหนึ่ง สร้างหนังคาวบอยเพื่อให้สะใจคนดูโดยเฉพาะ และยังจ้างดาราอเมริกัน อย่างเช่น คลิ๊นท์ อีสวูด, ชาร์ล บรอนสัน, เฮนรี่ ฟอนด้า, ลี แวนคลิฟ ไปแสดงจนก้าวจากดาราระดับพระรอง จนกลายเป็นพระเอกโด่งดังในวงการไปในที่สุด หนังพวกนี้ปลุกกระแสหนังคาวบอยขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ฮอลลีวูดต้องกลับมาสร้างหนังคาวบอยออกมาอีก

ดาราอิตาลีจริงๆ ที่โด่งดัง ได้แก่ ฟรังโก เนโร จากเรื่อง จังโก้  เทอเรนซ์ ฮิลล์ และ บัด สเปนเซอร์ จากเรื่อง อย่าแหย่เสือหลับ(They call me Trinity) และ มอนต์โก เมอรี วูด จากเรื่อง Ringo แต่หนังของพวกเขายังเทียบไม่ได้กับหนังที่แสดงโดยดาราอเมริกันที่กล่าวแล้ว

หนังคาวบอยอิตาลีส่วนใหญ่ จะแสดงให้เห็นการฆ่าคนเป็นเรื่องธรรมดาถึงขั้นเป็นเรื่องสนุกสนาน แบบเลือดท่วมจอ คล้ายหนังจีนยุคหนึ่ง เน้นบทยียวนกวนประสาท ความแปลกใหม่ อวดอ้างความสามารถในการยิงปืนที่เหนือความเป็นจริง จึงเป็นหนังที่ควรระมัดระวังอย่างยิ่งถ้าจะให้เด็กที่ไร้เดียงสาดูหนังประเภทนี้

มีหนังคาวบอยอิตาลีบางเรื่องเหมือนกันที่เน้นคุณภาพ แต่หาได้ยากมาก  ตัวอย่างที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นหนังที่มีสาระสำหรับเด็กๆ บ้าง ได้แก่เรื่อง Blood and Grit ( 10 บัญญัติจอมมือปืน) แสดงโดย มอนโกเมอรี่ วูด และลี แวนคลิฟ

ภาพลักษณ์ของคาวบอยที่โด่งดังจากหนังเรื่อง จังโก้ (Django)

ที่กล่าวมาคือคาวบอยที่เรารู้จัก ซึ่งเป็นภาพสมมุติจากหนังตะวันตกที่หยิบเอาลักษณะโดดเด่นในทางที่ไม่ค่อยดีซะมากกว่า มาขยายความให้ผู้ดูหนังสนุกสนานเท่านั้น ชีวิตคาวบอยที่แท้จริงไม่ได้โลดโผนตื่นเต้นมากมายเช่นนั้น เป็นชีวิตที่ควรแก่การศึกษาอย่างมาก

 

บทที่ 2. คาวบอยที่แท้จริงคือใคร

ตามความหมายของคำว่า cowboy คาวบอย ที่แท้จริงก็คือ เด็กขี่ม้าเลี้ยงวัว  ไม่ใช่มือปืนนักล่าเงินรางวัล ไม่ใช่นายอำเภอ ทหาร หรือตำรวจ  เหมือนที่เข้าใจเอาเองจากหนังคาวบอย คำว่า boy ก็รู้กันแล้วว่าแปล่ว่า "เด็กชาย" ที่เขาเรียกเช่นนี้เพราะในยคแรกๆ พวกนี้เป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่น ยังไม่มีงานอื่นทำ ก็มารับจ้างเลี้ยงวัว เจ้าของกิจการส่วนใหญ่เป็นคนแก่ ก็เลยเรียกพวกเขาว่า บอย เหมือนคนไทยชอบพูดถึงลูกจ้างว่า "เด็กผม" "ให้เด็กๆ เขาทำอยู่" อะไรอย่างนั้นแหละ  ก่อนยุคต้อนวัวระยะไกลจากเท็กซัส เมื่อพวกคาวบอยอายุมากขึ้น แต่งงาน มีลูก ก็จะเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่น หรือพยายามสร้างไร่ปศูสัตว์ของตัวเอง มีคาวบอยจำนวนน้อย ที่ไปไหนไม่รอด ก็จะทำงานรับจ้างในไร่จนแก่ พวกนี้ฝรั่งมักเรียกว่า old cowpoke แปลว่า คาวบอยแก่

ในปัจจุบัน คาวบอยตัวจริงในอเมริกายังคงมีอยู่ในหลายรัฐ โดยเฉพาะแถวเท็กซัส ฟลอริดา และมอนตานา เป็นรัฐที่มีการจ้างคาวบอยมากที่สุด หน้าที่หลักของพวกเขาก็คือ ขี่ม้าเลี้ยงวัว ตีตราวัว  ห้ยารักษาโรควัว ป้องกันวัวจากโจรขโมยวัว และทำงานจุกจิกในไร่ เช่นซ่อมรั้วคอกวัว เช่นเดียวกับที่ทำกันมานานกว่า 100 ปี  อย่างไรก็ตาม ภาพลักษณ์ของคาวบอย ตามที่เห็นในหนังคาวบอยดังที่กล่าวมาแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นยุคนี้หรือยุคใด เป็นการสร้างภาพที่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงค่อนข้างมาก    มีข้อเขียนของคาวบอยตัวจริงบางคน รวมทั้งของคนที่ศึกษาและคลุกคลีกับชีวิตคาวบอยจริงๆ แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อภาพลักษณ์ที่ฮอลลีวูดยัดเยียดให้พวกเขา ข้อเขียนเหล่านี้เคยลงไว้ที่  http://www.cowboymagazine.com/ แต่น่าเสียดายที่เว็บนี้ปิดตัวไปแล้ว

ภาพวาดคาวบอยคลาสสิก โดยจิตรกร C.M. Russell (จาก www.wikipedia.com)

 

2.2. กำเนิดคาวบอยในอเมริกา

แม้สเปนจะเป็นประเทศต้นตำรับวิถีชีวิตของคนขี่ม้าเลี้ยงวัว แต่คาวบอยที่คนทั่วโลกรู้จัก คือคาวบอยที่พัฒนาตัวเองจากวัฒนธรรมสเปนที่นำไปสู่อเมริกา ทุกวันนี้ คาวบอยในอเมริกายังมีอยู่ ไม่ได้หมดสิ้นไปตามความเจริญที่เกิดขึ้น วิดีโอนี้ แสดงให้เห็นชีวิตคาวบอยตัวจริงในอเมริกายุคปัจจุบันที่น่าดูเรื่องหนึ่ง

2.2.1. ที่มาและความหมายของคำว่า “คาวบอย”

คำว่า คาวบอย อย่างเป็นทางการ  จากพจนานุกรม “American Heritage Dictionary” ให้ความหมายขอวงคำว่า cowboy ไว้ว่า

1.       A hired man, especially in the western United States, who tends cattle and performs many of his duties on horseback. Also called cowman, cowpoke, cowpuncher, also called regionally buckaroo, vaquero, waddy.

คนรับจ้างในแถบตะวันตกของอเมริกา โดยเฉพาะพวกที่ทำงานส่วนใหญ่ตามหน้าที่บนหลังม้า โดยมีชื่อเรียกอย่างอื่นอีกหลายคำ เช่น คาวแมน, คาวโพก, คาวพั๊นเชอร์, และยังมีคำเรียกเฉพาะบางพื้นที่ เช่น  บั๊กการู, บาเกโร และ วาดดี้

2.       An adventurous hero.

วีระบุรุษผู้นิยมการผจญภัย

3.       Slang. A reckless person, such as a driver, pilot, or manager, who ignores potential risks.

คำแสลง หมายถึงพวกบ้าบิ่น เช่น คนขับรถ, นักบิน หรือ ผู้จัดการ ที่ไม่สนใจความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ พจนานุกรมอื่นๆ ก็ให้ความหมายที่คล้ายกัน  และอาจมากกว่านี้ ในแง่ การใช้คำว่า คาวบอย เป็นกริยา ที่มีความหมายว่า การทำงานเป็นคาวบอย (to work as a cowboy)

ในพจนานุกรม  วิกี้พิเดีย อธิบายลักษณะคนที่ถูกเรียกว่าคาวบอยและที่มาของคำว่าคาวบอยอย่างละเอียด ที่น่าสนใจก็คือ คำว่า “คาวบอย(cowboy)“ ซึ่งเกิดจากการนำคำว่า cow มารวมกับคำว่า boy ปรากฏในภาษาอังกฤษครั้งแรก ประมาณปี ค.ศ. 1715-25 โดยเป็นการแปลความหมายมาจากคำว่า วาเคโร(vaquero ออกเสียงสำเนียงสเปนว่า บาเกโร) ในภาษาสเปน ซึ่งหมายถึง คนขี่ม้าเลี้ยงวัว คำว่า vaquero มาจากรากศัพท์ภาษาเสปนว่า vaca ที่แปลว่า วัว (cow) นอกจากนี้ภาษาอังกฤษอีกคำที่แปลว่าคาวบอย ก็คือ บั๊กการู(buckaroo) นั้น ว่ากันว่า เพี้ยนมาจากคำว่า บาเกโร นั่นเอง แต่เป็นการออกเสียงแบบภาษาสเปนสำเนียงอาหรับ

Image:Cowboy.jpg

รูปที่ 1 อเมริกันคาวบอยตัวจริง ราวๆ ปี ค.ศ. 1887 (http://www.wikipedia.com)

จริงๆ แล้ว คำว่าคาวบอยถูกใช้ครั้งแรกในยุคต้นอาณานิคม ช่วงมีการปฏิวัติแยกประเทศออกจากการปกครองอังกฤษ ซึ่งเรียกว่าช่วง "สงครามเพื่ออิสรภาพอเมริกา(American War of Independence 1775-1783)" พวกนักการเมืองระดับสูงใช้คำว่าคาวบอย เรียกพวกต่อต้านการปฏิวัติ พวกนี้ชอบขโมยวัวและม้าจากชุมชนที่ต้องการตั้งอาณานิคมของตนเองไปให้พวกรัฐบาลอังกฤษ นายคลาวเดียส สมิธ(Claudius Smith) คือหัวขโมยที่ภักดีต่ออังกฤษคนแรกที่ถูกเรียกว่าคาวบอยในอเมริกา พวกเจ้าหน้าที่ให้ฉายาเขาว่า คาวบอยแห่งรามาพอส(Cow-boy of the Ramapos)

 

ระบบฮาเซียนดา(hacienda system

ชาวสเปนเป็นชาติแรกที่พัฒนาวัฒนธรรมคาวบอยตามที่รู้จักกันทั่วโลกอยู่ทุกวันนี้  โดยเริ่มต้นรูปแบบการทำปศุสัตว์เป็นระบบที่ใช้พื้นที่กว้างใหญ่มาก เรียกว่า ระบบฮาเซียนดา(hacienda system) ระบบนี้พัฒนาขึ้นในยุคกลางของสเปน (เริ่มต้นประมาณ ค.ศ. 507-711 จบยุคประมาณ ค.ศ. 1492)  และแพร่กระจายไปในที่ต่างๆ เช่น อาเย็นตินา บราซิล เม็กซิโก และในที่สุดเข้าสู่อเมริกาผ่านทางเม็กซิโก

ระบบฮาเซียนดาหนึ่งๆ เป็นเสมือนธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่ ที่พึ่งตัวเองได้แบบครบวงจร ไม่จำกัดเฉพาะว่าเป็นฟาร์มปศุสัตว์เลี้ยงวัวในทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ที่เรียกว่า แรนซ์ (ranch) เท่านั้น แต่อาจรวมกิจกรรมอย่างอื่นด้วย เช่น การปลูกพืช ทำเหมืองแร่ และแม้กระทั่งโรงงานขนาดเล็ก ซึ่งในฮาเซียนดาหลายแห่งรวมธุรกิจทุกอย่างเหล่านี้อยู่ด้วยกันในหนึ่งระบบ

ในศตวรรษที่ 16 นักบุกเบิกสเปนนำวิธีการเลี้ยงวัวโดยการใช้คนขี่ม้าดูแลและต้อนฝูงวัวสู่อเมริกา  เริ่มต้น ณ จุดที่พวกเขาอพยพเข้าไปในอเมริกายุคแรกๆ คือทางเม็กซิโกและฟลอริดา 

จุดแรกที่ชาวสเปนนำม้าและวัวเข้ามาในอเมริกาคือ ฟลอริดา ในปี ค.ศ. 1521  เริ่มต้นไม่กี่ตัว อีกราว 30 ปีกว่าต่อมา จึงเริ่มนำวัวเข้าจำนวน 200 ตัว ซึ่งเป็นจุดกำเนิดคาวบอยในพื้นที่สีเขียวและหนองน้ำเป็นแห่งแรก เรียกว่า พวก แครกเกอร์คาวบอย"Cracker Cowboys"  ม้าสายพันธุ์ที่นำเข้าที่นี่เรียกว่า “Cracker Horses” และชื่ออื่นอีกหลายชื่อ เช่น Chickasaw Pony, Seminole Pony, Prairie Pony, Florida Horse, Florida Cow Pony, Grass Gut.

วัวที่นำเข้ามาในยุคนี้ เป็นต้นตระกูลของ วัวเขายาว (Longhorn) ในเท็กซัส  ไร่ปศุสัตว์ที่ใหญ่สุดในโลกยังถือว่า อยู่ในฟลอริดา ในรัฐนี้ชาวอินเดียนแดงเผ่าเซมิโนล (Seminole) ได้รับวัฒนธรรมนี้ และทำปศุสัตว์เลี้ยงวัวด้วย จึงมีคาวบอยสายเลือดเซมิโนลหลงเหลืออยู่จนทุกวันนี้

อีกประมาณสองร้อยกว่าปีต่อมา ประมาณปี 1800 จึงเริ่มมีคาวบอยเข้ามาทางเม็กซิโก ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของสเปน มีการนำวัวมาเลี้ยงในอเมริกาทางรัฐเท็กซัสและคาริฟอเนีย วิธีการเลี้ยงวัวแบบระบบไฮเซียนดาจำเป็นสำหรับที่นี่ เนื่องจากพื้นที่มีหญ้าน้อย และอยู่กระจัดกระจายโน่นนิดนี่หน่อย เมื่อเลี้ยงวัวจำนวนมาก ก็จำเป็นต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่และใช้คนขี่ม้าเพื่อทำงานนี้

18th Century soldier in colonial Mexico

ทหารสเปนในอาณานิคมเม็กซิโกช่วงปี 1800

จากหนังคาวบอยเราคงเห็นคาวบอยและอินเดียนแดงในอเมริกาขี่ม้าว่าเป็นเรื่อง ปกติของผู้คนที่นั่น  จนทำให้คิดว่าม้าคือสัตว์ท้องถิ่นของอเมริกา แต่จริงๆ แล้ว ม้าเป็นสัตว์นำเข้าจากต่างประเทศ เนื่องจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์แสดงว่า ม้าป่าได้สูญพันธุ์ไปจากอเมริกาตั้งแต่ยุคน้ำแข็งแล้ว ที่เห็นใช้งานเหมือนเป็นสัตว์ท้องถิ่นนั้น เอกสารส่วนใหญ่กล่าวว่าเป็นผลงานของพวกทหารและนักสำรวจชาวสเปนและชาวยุโรป ชาติอื่นอีกหลายชาติ ที่นำม้าสายเลือดอาราเบียน(Arabian), บาร์บ(Barb) และแอนดาลูเซียน(Andalusian) เข้าไปในอเมริกา และปล่อยให้มันกระจัดกระจายไปทั่ว ม้าจำนวนไม่น้อยหลบหนีเข้าป่า ผสมพันธุ์ข้ามสายเลือด กลายเป็นม้าป่าเลือดผสมที่หาได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ

วัฒนธรรมคาวบอยยุคแรกในอเมริกาเริ่มต้นมาจากรัฐต่างๆ ในภาคกลางถึงด้านเหนือเม็กซิโกที่ติดกับอเมริกา ซึ่งรัฐส่วนเหนือนี้ต่อมาถูกอเมริกายึดครอง กลายเป็นรัฐทางใต้ เช่น เท็กซัส นิวเม็กซิโก คาลิฟอร์เนีย ก่อนหน้านั้น พวกคาวบอยเม็กซิกันมีอยู่ทั่วไปในถิ่นนี้ แต่แรกเป็นที่รู้จักกันในนามว่า ชาร์โร(Charro) หรือ บาเกโร(vaquero ออกเสียงแบบสเปน) พวกเขาเป็นคาวบอยรับจ้างที่ยากจน ส่วนใหญ่เป็นชาวพื้นเมืองเลือดผสมสเปนกับอินเดียนแดง(Native American) ในขณะที่เจ้าของไร่ปศุสัตว์ส่วนใหญ่เป็นพวกสเปนพันธุ์แท้

 การแต่งกายของคาวบอยตัวจริง ในถิ่นต่างๆ ที่ยังมีอยู่ของอเมริกาทุกวันนี้ มีความแตกต่างที่เห็นได้ชัด โดยเฉพาะรูปทรงของหมวก ดังภาพต่อไปนี้

คาวบอยเทกซสบกการx800

2.2.2. คาวบอยในเท็กซัส

ประมาณ ค.ศ. 1800 เป็นต้นมา   ผู้สำเร็จราชการสเปนที่ปกครองเม็กซิโกในขณะนั้น ได้ยกพื้นที่แถบที่เรียกว่ารัฐเท็กซัสในปัจจุบัน ให้เป็นที่ตั้งรกรากของพวกอพยพจากต่างถิ่นที่ไม่ใช่ประชากรเม็กซิโก ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือคนอเมริกัน  สตีเฟน เอฟ. ออสติน (Stephen F. Austin) กับพรรคพวกที่อพยพจากภาคตะวันออกอเมริกาไปอยู่ที่นี่ ได้ตั้งชุมชนของตนขึ้นในปี ค.ศ. 1821 โดยตอนแรกก็เหมือนจะทำตัวเป็นพลเมืองเม็กซิโกที่ดี เช่น ต้องใช้ภาษาสเปนเป็นภาษาหลัก  ต่อมามีการรวมตัวก่อการต่อต้านอำนาจรัฐบาลเม็กซิโกขึ้น และนำไปสู่การประกาศแยกเท็กซัสเป็นรัฐอิสระเมื่อวันที่ 2 มีนาคม ค.ศ. 1836 (ประกาศอิสรภาพขณะที่ป้อมอะลาโมยังถูกล้อมโดยทหารสหพันธ์รัฐเมกซิโก ศึกอะลาโมที่โด่งดังเกิดขึ้นระหว่าง  23 กุมภาพันธ์ – 6 มีนาคม 1836 คาดว่าวีรบุรุษอะลาโมทั้งหมดตายโดยไม่รู้เรื่องนี้ด้วยซ้ำ) และต่อมาในปี ค.ศ. 1845 ได้เข้ารวมเป็นรัฐหนึ่งของอเมริกา ซึ่งทำให้คนอเมริกันหลั่งไหลไปตั้งรกรากในเท็กซัสมากยิ่งขึ้น

คนอเมริกันในเท็กซัสยุคนั้น ได้รับอิทธิพลวิธีการเลี้ยงวัวแบบคาวบอยมาจากพวกเม็กซิกันบาเกโรอย่างมาก เรียกว่ายืมมาทั้งคำศัพท์และวัฒนธรรมการแต่งตัวแบบคาวบอย และได้นำไปผสมผสานกับวิธีการเลี้ยงวัวที่เคยทำมาในภาคตะวันออกของอเมริกา รวมกับวิธีที่สืบทอดมาจากพวกอพยพชาวอังกฤษ  พวกเท็กซัสคาวบอยยุคนั้นส่วนใหญ่ ก็คือพวกคนหนุ่มที่เร่ร่อนรับจ้างทำงานตามไร่ปศุสัตว์ต่างๆ ตามฤดูกาล ซึ่งเป็นแหล่งหาเงินที่ง่ายสุด เนื่องจากไม่มีอุตสาหกรรมและแหล่งงานอื่นๆ

หลังจากสงครามกลางเมืองอเมริกาสิ้นสุดลง วัฒนธรรมคาวบอยแบบนี้ได้แพร่กระจายไปทางเหนือและตะวันออกของอเมริกามากขึ้นเรื่อยๆ และได้ปรับเปลี่ยนไปตามสภาพพื้นที่และเงื่อนไขอื่นๆ เช่น มีการต้อนวัวระยะไกลเพื่อไปขายในเมืองที่รถไฟไปถึงทางตอนเหนือของเท็กซัส คือรัฐแคนซัสและเนบราสก้า(Nebraska)  มีการสร้างเมืองให้เป็นที่พักวัว ระหว่างเดินทาง โดยเตรียมคอกให้เช่า มีน้ำ อาหาร saloon ไว้ตอนรับทั้งวัว และคาวบอย เช่นเมือง อาบิลีน(Abilene) ในรัฐแคนซัส  ทำให้มีศัพท์ใหม่เกิดขึ้น คือคำว่า "เมืองวัว (cowtown)"

การต้อนวัวจากเท็กซัสไปขายทางเหนือ เริ่มในปี 1866 (http://www.forttumbleweed.net/cattledrives.html) ก่อนการสร้างเมืองวัว อาบีลีน ไม่นาน แต่การเริ่มต้นเลี้ยงวัวในเท็กซัสเริ่มมาตั้งแต่ปี 1850 โดยชาวไร่ปศุสัตว์คนหนึ่งชื่อ มาเวอริค(Maverick) ได้เริ่มเลี้ยงวัวเขายาวที่พวกสเปนนำมาทางเม็กซิโก เรียกว่าวัวพันธุ์ ลองฮอร์น(longhorns) ฝูงค่อนข้างใหญ่ เมื่อเกิดสงครามกลางเมือง เขาปล่อยให้วัวจำนวนมากหากินอย่างอิสระโดยไม่ตีตรา เมื่อสงครามสิ้นสุด มีวัวของเขาที่ไม่ตีตราออกลูกออกหลานหลายพันตัวกระจายมากมายไปทั่วเท็กซัส  ชาวบ้านที่เห็นวัวพวกนี้ ก็จะเรียกมันว่า "นั่นไง มาเวอริค"  ดังนั้นจึงมีศัพท์เรียกวัว หรือคน ที่ไร้สังกัด ไม่มีใครเป็นเจ้าของว่า มาเวอริค (maverick) และกลายเป็นหนังคาวบอยดังเรื่องหนึ่งคือ "มาเวอริค ยอดนักเลง" 

tending_herd_deansvillewการเลี้ยงวัวเขายาว ลองฮอร์น ในเท็กซัสแถว ดีนวิลล์ เท็กซัส ใกล้ๆ เส้นทางชิสโฮล์ม

Texas_LonghornWestTxLonghorn

ลักษณะวัวลองฮอร์นในเท็กซัส และเท็กซัสตะวันตก

AprWOWpics

รูปวาดขบวนต้อนวัวระยะไกล จากเท็กซัสไปขายที่แคนซัส ซึ่งเป็นจุดที่ทางรถไฟเชื่อมอเมริกาฝั่งตะวันออกไปตะวันตกที่ใกล้ที่สุด ระยะทางจากเท็กซัสเกือบ 2000 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ที่เป็นภาพประทับใจของคาวบอยที่มีประสบการณ์จริงเล่าต่อกันมาไม่มีวันจบสิ้น เหตุผลที่ต้องเอาวัวไปขายกันไกลขนาดนี้ ก็เพราะยุคนั้นประชากรวัวในเท็กซัสมากกว่าคนประมาณ 7 เท่่า ราคาวัวตัวละประมาณ 2 ดอลลาร์ ในขณะที่ราคา ณจุดนำส่งขึ้นรถไฟที่แคนซัส ตัวละประมาณ 20 ดอลลาร์

TexasCattleRange1934

เต๊นท์ที่พักคาวบอยและรถเสบียงในทุ่งกว้างเท็กซัส ค.ศ. 1934

WestTexasTransportation

การคมนาคมในเท็กซัสยุคคาวบอย

TexasBullDogging

การจับวัวในเท็กซัสตะวันตก

TxRangersCompanyD

หน่วยลาดตระเวณเท็กซัส(Texas Rangers) ที่เรียกว่า คอมปานี ดี (Company D)

TexasRangers1946SouthwestRangers1946

หน่วยลาดตระเวณเท็กซัสตอนใต้ ค.ศ. 1946

TxViewOfMexico

วิวเม็กซิโก มองจากเท็กซัส

800px-Texascowboys2

เท็กซัสคาวบอยยุคปัจจุบัน กำลังเตรียมตัวออกไปทำงานต้อนวัว

มีเอกสารบางชิ้นระบุว่า เนื่องจากวัวมาเวอริคแพร่พันธุ์เองมากขึ้นเรื่่อยๆ จนประชากรวัวมากกว่าคนในเท็กซัสหลายเท่า ใครอยากได้เป็นของตัวเองก็แค่ไปต้อนมันมาตีตราของตนเอง ก็จะไม่มีใครว่า จึงมีคาวบอยบางกลุ่ม มีอาชีพไปต้อนวัวมาเวอริคมาตีตราขายอย่างเป็นล่ำเป็นสัน พวกเขาเร่ร่อนไปตั้งเต้นท์พร้อมรถม้าเสบียงตามที่ต่างๆ เพื่อต้อนวัวมาเวอริคมาตีตราขาย และเลี้ยงให้ออกลูกออกหลานเร่ร่อนไปเรื่อยๆ  คนพวกนี้ก็เลยได้ชื่อเรียกจากชาวเมืองทั่วไปว่า พวก มาเวอริค มีหนังคาวบอยทีวีซีรี่บางเรื่อง นำมาสร้างเป็นเรื่องราวได้น่าสนใจทีดียว

ช่วงใกล้สงครามสงบ  มี่วัวมากมายในเท็กซัสที่ไร้เจ้าของ ราคามันต่ำประมาณตัวละ 2 ดอลลาร์ จนไม่มีคนสนใจเอาไปขายในตลาด พวกมันก็เลยเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

หลังสงครามสงบไม่นาน มีการสร้างทางรถไฟเชื่อมฝั่งตะวันตกกับตะวันออกของอเมริกา ผ่านแคนซัส ทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะต้อนวัวไปส่งขายรัฐอื่นๆ ที่เจริญแล้ว และได้ราคาดีกว่าเป็น 10 เท่า จาก 2 ดอลลาร์ เป็น 20 ดอลลาร์ต่อตัว จึงมีการเปิดตลาดวัวขึ้นที่อาบีลีน  ดอด์จ และแคนซัสซีตี้  เส้นทางต้อนวัวไปขายทางเหนือที่สำคัญก็คือชิสโฮล์มเทรล กำไรเห็นๆ เช่นนี้ แถมมีคาวบอยที่ชำนาญทาง คอยหางานรับจ้างต้อนวัวระยะไกลให้มากมาย  คอกปศุสัตว์ในเท็กซัสจึงงอกเป็นดอกเห็ด มีคนลงทุนสร้างคอกปศุสัตว์ขนาดใหญ่มโหฬาร กินเนื้อที่ใหญ่โตเป็นแสนๆ ไร่ ขนาดเท่าจังหวัดเชียงใหม่ของไทยก็มี บางไร่ยังดำเนินการอยู่ถึงปัจจุบัน

การต้อนวัวจากเท็กซัสไปส่งที่แคนซัส ใช้ระยะทางเป็นพันไมล์ หรือเกือบ 2 พันกิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ  3 เดือน ผ่านดินแดนทรุกันดานหลายแห่ง ต้องสู้กับภัยธรรมชาติรอบด้าน เช่น พายุทะเลทราย ฝนตก น้ำท่วม สิงโตภูเขา ต้องข้ามน้ำ หุบเขาสูง แถมยังมีอินเดียนแดง โจรปล้นวัว ที่ต้องระวังและต่อสู้ให้นำวัวผ่านไปให้ได้ งานนี้จึงต้องการคาวบอยที่ทรหด แข็งแกร่งจำนวนมาก อาชีพต้อนวัวจึงเฟื่องฟูอยู่หลายปี กลายเป็นตำนานเล่าขานต่อๆ กันมา ใครผ่านงานนี้ได้ ก็เหมือนเป็นประกาศนียบัตรของความสำเร็จในอาชีพคาวบอย

งานต้อนวัวระยะไกลเฟื่องฟูอยู่ประมาณ 15 ปี และหมดความจำเป็นเมื่อทางรถไฟถูกสร้างมาถึงเท็กซัส อาชีพคาวบอยจึงแทบจะหายไปจากอเมริกา เนื่องจากการคมนาคมขนส่งทางรถไฟ และต่อมามีรถยนต์ ทำให้คาวบอยขี่ม้าต้อนวัวระยะไกลที่มีชื่อเรียกกันอีกอย่างว่า   โดรฟเวอร์ (drover) หมดความจำเป็น คาวบอยที่หลงเหลืออยู่ จึงมีหน้าที่แค่ต้อนวัว และทำงานอื่นในไร่ เช่น ซ่อมรั้ว แล้วแต่ความต้องการของนายจ้าง

early_Deanville_ranchersw

พวกคาวบอยกำลังแวะซื้อของแถวร้านขายของในเมืองดีนวิลล์(Deanville Trading Post) ช่วงหลังสงครามกลางเมือง

chuckwagon 

รถเสบียงหรือ chuckwagon ที่ต้องตามไปบริการคาวบอยในทุ่งหญ้าหรือตามรายทางตลอดฤดูทำงาน

 

2.2.3. คาวบอยในคาลิฟอร์เนีย ชาร์โร(Charro) บาเกโร(vaquero)  บั๊กการู(buckaroo)

อาชีพฝึกและดูแลม้าเพื่อเอาไว้ใช้งาน เป็นอาชีพของพวกคาวบอยชาวสเปนและเม็กซิกัน  ที่เบ่งบานในคาลิฟอร์เนียและแถบชายแดนเม็กซิโก มาตั้งแต่ยุคคาลิฟอร์เนียยังเป็นอาณานิคมของสเปน ซึ่งคนพวกนี้ตอนนั้นยังถูกเรียกว่า บาเกโร(vaquero)  พวกอเมริกันอพยพยังไม่ได้เข้าไปอยู่ในคาลิฟอร์เนีย จนกระทั่งหลังจากสงครามเม็กซิกันเลิกรา และคาลิฟอร์เนียตกเป็นของอเมริกา พวกเสปนและเม็กซิกันเกือบทั้งหมดถูกบีบให้อพยพกลับไปอยู่เม็กซิโก อเมริกันพวกแรกที่เข้าไปส่วนใหญ่ไม่ใช่พวกเลี้ยงสัตว์ แต่เป็นพวกทำเหมืองแร่ เพราะเป็นยุคตื่นทองในคาลิฟอร์เนีย  ดังนั้น งานดูแลสัตว์เลี้ยงในทุ่งหญ้า โดยเฉพาะวัว จึงเป็นงานของพวกคนหนุ่มสายเลือดผสมสเปนและเม็กซิกันที่ยังอยากจะอยู่ในคาลิฟอร์เนียต่อไป

Vaqueros in California- circa 1830sรูปวาด บาเกโร ในคาลิฟอร์เนียปี 1830

Mac Chaps a high desert buckaroo

Cover Last Buckaroo Fall 2008

 

แครกเกอรบาเกโรx800

 

ชาโรx800

ดังนั้น พวกคาวบอยแถวคาลิฟอร์เนียและพื่้นที่ต่อเนื่องไปถึงที่ราบใหญ่ (Great Basin) คือแถบเนวาด้า ยูทาห์  จึงมีชื่อเรียกทั่วไปว่าพวก บาเกโร หรือ บั๊กการู(buckaroo)  แตกต่างจากพวกคาวบอยเท็กซัสตรงที่ได้รับการยอมรับว่า เป็นพวกที่มีทักษะและความภักดีสูง คือจะทำงานอยู่กับค่ายปศุสัตว์ที่เขาเกิดมาตั้งแต่เด็กจนเติบใหญ่และมีครอบครัว หรือกล่าวได้ว่า จะอยู่ด้วยกันกับนายจ้างตั้งแต่เกิดจนตาย ในขณะที่คาวบอยเท็กซัสส่วนใหญ่ จะเป็นพวกชอบท่องเที่่ยวผจญภัยที่รับจ้างเร่ร่อนจากไร่หนึ่ง ไปไร่หนึ่ง มีน้อยคนที่อยู่กับนายจ้างรายเดียวจากหนุ่มจนแก่

นอกจากนี้ วิธีการเลี้ยงวัวก็แตกต่างจากเท็กซัสตามสภาพภูมิประเทศ เพราะที่นี่ มีหญ้าเยอะกว่า จึงไม่ต้องต้อนวัวไปหากินไกลๆ การเลี้ยงวัวแบบทุ่งเปิด (Open Range) จึงมีน้อย  และการขายวัวก็ขายกันในพื้นที่ ไม่ต้องต้อนวัวไปขายระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรเหมือนในเท็กซัส วิธีการเลี้ยววัวที่นี่จึงมีลักษณะที่ได้รับอิทธิพลโดยตรงจากสเปนมากกว่า

ปัจจุบันนี้ คาวบอยในคาลิฟอร์เนีย และเนวาดา ส่วนใหญ่รักษาวัฒนธรรมสเปนไว้อย่างค่อนข้างภูมิใจ พวกเขามักใส่หมวกที่ปีกแบนราบมากกว่าบีบให้งอแบบเท็กซัส  และชอบจะให้คนเรียกพวกเขาว่า บั๊กการู มากกว่าคาวบอย

TS_Ran10TS_Ran11TS_Ran12TS_Ran14

2.2.4. คาวบอยแถวฟลอริดา หรือ “แครกเกอร์คาวบอย”

ฟลอริดา ถือว่าเป็นแหล่งกำเนิดคาวบอยแห่งแรกของอเมริกา นานเป็น 100 ปีก่อนเกิดคาวบอยในเท็กซัส ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า นักสำรวจชาวเสปนชื่อ ปอนเซ เดอ ลีออง ( Ponce de León ค้นพบฟลอริดาในปี 1513 ซึ่งเป็นลักษณะของดินแดนที่มีที่ราบสีเขียวกว้างใหญ่ (http://fcit.usf.edu/florida/lessons/cowboys/cowboys.htm) เขากลับไปอีกครั้งในปี 1521 พร้อมคนและบาทหลวงประมาณ 200 คน ม้า 50 ตัวและวัวพันธุ์แอนดาลูเซียน Andalusian จำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของวัวพันธุ์ Longhorn ในเท็กซัส แต่ไม่นานกลุ่มนักล่าอานานิคมก็ถูกชาวพื้นเมืองเเผ่า คาลูซา (Calusa) โจมตี ทำให้ปอนเซได้ถูกธนูได้รับบาดเจ็บ ต้องหนีออกจากฟลอริดา และไปเสียชีวิตที่กรุง Havana ในคิวบา ม้าและวัวที่เขานำเข้าฟลอริดาจึงถูกทอดทิ้งให้หากินและสืบพันธุ์อยู่ในพื้นที่

ในปี ค.ศ. 1539  จึงมีนักสำรวจชาวสเปน เฮอร์นานโด เดอ โซโต (Hernando de Soto) นำวัวจำนวนมากกว่าเข้าฟลอริดา แต่เขาย้ายถิ่นสำรวจขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ จึงทิ้งวัวจำนวนมากไว้ให้กลายเป็นวัวป่า และมีบางส่วนที่ชาวพื้นเมืองบางเผ่าเก็บไปเลี้ยง จึงถือได้ว่า ฟลอริดาเป็นสถานที่เลี้ยงวัวแห่งแรกของอเมริกา(https://myfloridahistory.org/frontiers/article/20)

ประมาณปี ค.ศ. 1655-1700 จึงมีชาวสเปนอพยพไปตั้งถิ่นฐานในฟลอริดามากขึ้น และเริ่มทำไร่ปศุสัตว์เลี้ยงวัวอย่างจรืงจัง โดยใช้วิธีทำปศุสัตว์ที่สืบทอดมานมนาน คือระบบ รานโซ (rancho) และฮาเชียนด้า((hacienda) ทำให้รัฐนี้กลายเป็นรัฐเลี้ยงวัวที่เก่าแก่ที่สุดของอเมริกา คาวบอยขี่ม้าเลี่ยงวัวจึงเริ่มเกิดในอเมริกาที่นี่เป็นครั้งแรก (https://journals.uair.arizona.edu/index.php/rangelands/article/viewFile/11974/11247)

 

ดังได้กล่าวแล้วว่า ม้าสาย